มัลเบอร์รี่ ปลูกง่าย ประโยชน์เยอะ

มัลเบอร์รี่ ปลูกง่าย ประโยชน์เยอะ

หากเอ่ยชื่อ มัลเบอร์รี่ หลายคนคงเข้าใจว่าเป็นผลไม้มาจากต่างประเทศ ก็ชื่อฟังดูฝรั่งจ๋าขนาดนั้น ใครจะคิดว่า มัลเบอร์รี่ จะเป็น ต้นหม่อน พืชเศรษฐกิจสำคัญในอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงหนอนไหมของชุมชนทางภาคเหนือและอีสาน ซึ่งปัจจุบันมีงานวิจัยส่วนต่าง ๆ ของต้นหม่อน เช่น ราก ใบ และผล นำไปพัฒนาต่อยอดในภาคอุตสาหกรรมอาหารและยามากมาย นอกจากนี้ยังมีเรื่องน่ารู้ของมัลเบอร์รี่หรือหม่อน มาแนะนำให้ได้รู้จักกันมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ

มัลเบอร์รี (Mulberry) ภาษาอีสานเรียก มอน

เป็นพืชชนิดเดียวที่หนอนไหมกินในช่วงชีวิตที่เป็นดักแด้ เพื่อสร้างรังไหมที่ให้เส้นใยมีคุณภาพ และกลายเป็นอาชีพของเกษตรกรบ้านเรามานานแสนนาน หม่อนเป็นพืชอายุยืนราว 80 ถึง 100 ปี เจริญเติบโตได้ดีในภูมิประเทศเขตร้อน นอกจากประโยชน์ทางการเกษตรแล้ว หม่อนยังมีสรรพคุณทางยาพื้นบ้าน เช่น ใบอ่อนและกิ่งอ่อนของต้นหม่อนถูกนำมาใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้ตัวร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ยาอมแก้ไอแก้เจ็บ หรือนำมาต้มเอาน้ำมาล้างตา แก้อาการตาแดง ตาฟาง ส่วนใบแก่ นำมาตากแห้งทำยาสูบ แก้ริดสีดวงจมูก ใบสดต้มดื่มแทนน้ำชาช่วยต้านอนุมูลอิสระ รากหม่อนนำมาตากแห้งต้มผสมน้ำผึ้ง ช่วยขับพยาธิ รักษาโรคทางเดินหายใจ และโรคความดันโลหิตสูง นอกนี้หม่อนหรือมัลเบอร์รี่ ยังมีสารสำคัญที่มีสรรพคุณทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้แก่

  1. สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) เป็นสารสำคัญที่พบในผักและผลไม้ สีม่วง ชมพู และน้ำเงิน มีคุณสมบัติเป็นโภชนะเภสัช (nutraceutical) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง มีสาร Quercetin และสาร Kaempferol ช่วยให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง ลดอาการแพ้และการอักเสบต่าง ๆ ช่วยยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็งต่าง ๆ เช่น มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และยับยั้งไม่ให้เลือดจับตัวเป็นก้อน ชะลอความเสื่อมของดวงตา ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก และช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ในระบบทางเดินอาหารอีกด้วย
  2. สาร Deoxynojirimycin (DNJ) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแอลคาลอยด์ที่มีโครงสร้างคล้ายน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ช่วยลดการดูดซึมกลูโคส และลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
  3. สารอาหารกาบา (GABA) หรือ แกมมา อะมิโนบิวทีริก แอซิด (Gamma-Aminobutyric acid) เป็นกรดอะมิโนจำเป็นซึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท เพื่อรักษาความสมดุลของระบบสารสื่อประสาท ทำหน้าที่ช่วยให้สมองผ่อนคลาย ลดความเครียด ลดอาการกระวนกระวายใจ ช่วยลดความดันโลหิต สร้างสมดุลการพักผ่อน ช่วยให้นอนหลับสนิท และมีสารไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยไม่ให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็งหรือตีบได้
  4. วิตามินซี สูง ช่วยป้องกันโรคหวัด ภูมิแพ้ วัณโรค โรคปอด การอักเสบจากเชื้อไวรัส และช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี แต่แน่นอนว่าเมื่อมี Vit C สูงก็ควรทานต่อวันอย่างพอเหมาะ อาจเอามาทานเล่นระหว่างนั่งดูหนัง ราคาบอลไหล ดูบอลออนไลน์ เมื่อเผลอทานเยอะเกินไปอาจปัสสวะบ่อยหรือแสบท้องได้เช่นกัน
  5. วิตามินบี6 และโฟลิก สูง ช่วยในด้านการบำรุงเซลล์สมอง บำรุงเลือด บำรุงตับ และไต ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน ช่วยผ่อนคลายความเครียด และลดการเกิดสิว
  6. วิตามินเอ ช่วยในด้านการบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก ลดการอักเสบของสิว และยังช่วยบำรุงเหงือกและฟัน

ปัจจุบันผู้คนนิยมปลูกหม่อนไว้เพื่อรับประทานผล สายพันธุ์ที่นิยมได้แก่ เชียงใหม่ 60, บุรีรัมย์ 60 และกำแพงแสน 84 ซึ่งได้รับการพัฒนาจากสถาบันการเกษตรอย่างต่อเนื่อง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศของบ้านเรา สำหรับวิธีปลูกหม่อนในพื้นที่จำกัดไม่เกิน 4×4 เมตร ต้องเว้นระยะระหว่างต้นอย่างน้อย 1 – 2 เมตร รดน้ำให้ชุ่มวันละ 1 ครั้ง พอต้นหม่อนสูงได้ขนาด 1 เมตร เริ่มพรวนดินและใส่ปุ๋ยมูลสัตว์เป็นประจำทุกเดือน

ในช่วงฤดูออกผลราวเดือน พฤศจิกายน ถึงธันวาคม เริ่มตัดแต่งกิ่งเล็ก ๆ และโน้มกิ่งเข้าหากันโดยหาหลักยึดกิ่งและลำต้นไว้ ระหว่างนี้ 7 วันไม่ต้องรดน้ำ รอจนกิ่งใหม่แตกตาออกมาแล้วจึงรดน้ำให้ชุ่มทุกวัน จะช่วยให้ลูกหม่อนผลอวบใหญ่ขึ้น หากรดด้วยน้ำหมักชีวภาพสลับกันจะช่วยเพิ่มรสชาติให้หวานหอมมากขึ้น

เทคนิคในการเก็บลูกหม่อน แนะนำให้เก็บตอนเช้าหลังจากหมดน้ำค้าง เพื่อป้องกันการเน่าเสีย จากนั้นผึ่งลมให้แห้งก่อนเก็บใส่ภาชนะหรือกล่องพลาสติกที่เตรียมไว้ เรียงแผ่ให้เต็มพื้นที่ ระวังอย่าให้ทับซ้อนกันจนเกินไป เก็บแช่ตู้เย็นไว้รับประทานสดหรือจะแปรรูปเป็นแยม หรือทำเมนูเครื่องดื่มก็ยิ่งอร่อยและอุดมไปด้วยคุณประโยชน์

เรื่องจริง คนชอบสระผมแล้วรีบนอนต้องรู้

เรื่องจริง คนชอบสระผมแล้วรีบนอนต้องรู้

ปัจจุบันคนจำนวนมากนิยมสระผมก่อนนอนมากกว่าเวลาเช้า เพราะความเร่งรีบไปทำงาน ซึ่งมีการเก็บข้อมูลทางการแพทย์พบว่าจะสร้างปัญหาต่อระบบร่างกายหลายส่วนในระยะยาว เรามาดูกันว่า ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่คนชอบสระผมแล้วรีบเข้านอนควรรู้ มีอะไรบ้าง

  1. ทำให้ติดเชื้อราบนหนังศีรษะง่าย

การสระผมในช่วงเวลากลางคืน ถ้าไม่ใช้พัดลมหรือไดร์เป่าให้ผมแห้งสนิทก่อนนอน จะทำให้มีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะติดเชื้อราบนหนังศีรษะ เนื่องจากเชื้อรากับความชื้นเป็นของคู่กัน ความอับชื้นที่เกิดขึ้นบนหนังศีรษะบ่อยครั้ง จะทำให้เกิดอาการกลากเกลื้อนบนหนังศีรษะ อันเป็นต้นเหตุของรังแค คันและหนังศีรษะหลุดลอกเป็นเกล็ด นอกจากส่งผลต่อบุคลิกภาพแล้ว ยังทำให้ต้องใช้ยารับประทานและยาหมักฟอกผมสูตรฆ่าเชื้อราอีกนานหลายเดือนด้วย

  1. ทําให้รากผมอ่อนแอร่วงง่าย

การมีความชื้นอยู่ที่หนังศีรษะนานในช่วงเวลานอนหลายชั่วโมง จะส่งผลให้รากผมไม่แข็งแรง ผมร่วงง่าย การที่เส้นผมบางจะทำให้คุณดูแก่กว่าวัยด้วย หากตื่นนอนขึ้นมาแล้วคุณสังเกตว่ามีเส้นผมขาดหลุดร่วงอยู่บนปลอกหมอนและที่นอนจำนวนมากกว่าปกติ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น เปลี่ยนเวลาการสระผมและเช็ดผมให้แห้งสนิท หากไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางด้านเส้นผมและหนังศีรษะ

  1. ติดเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังง่าย

การที่เรานอนบนหมอนโดยที่ผมยังเปียกชื้น จะมีการสะสมของเชื้อโรคบนเครื่องนอนได้มากกว่าปกติ เพราะในแต่ละคืนจะมีเซลล์เก่าที่หลุดลอกจากหนังศีรษะ รากผม ผิวหนัง ขี้ไคล ฯลฯ ที่ไปรวมกันบนปลอกหมอน ผ้าห่มและที่นอน จึงเกิดการเติบโตของแบคทีเรียชนิดร้าย ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการแพ้คันผิวหนัง เป็นสิว เกิดตุ่มผดผื่น บริเวณใบหน้าและลำคอ ไหล่หลังได้ง่ายด้วย

  1. เป็นหวัดหรือปวดหัวง่าย

การไม่เช็ดผมให้แห้งสนิทก่อนนอน จะทำให้อุณหภูมิของร่างกายมีความแตกต่างกันในบริเวณหนังศีรษะและอุณหภูมิร่างกายส่วนที่เหลือ จึงทำให้ระบบของร่างกายต้องทำงานหนักในการปรับสมดุล มีการหดตัวของเส้นเลือดที่ศีรษะ ทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอในการต่อสู้กับเชื้อโรค จึงทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นหวัด และมีอาการปวดหัวโดยไม่ทราบสาเหตุได้บ่อย ๆ

จะเห็นได้ว่า มีหลายอย่างที่อาจตามมาได้ หากคุณชอบสระผมตอนกลางคืน แล้วไม่ได้เช็ดผมให้แห้งสนิท ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยละเลยการดูแลตัวเองในประเด็นนี้ไป เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของรายละเอียดในชีวิตประจำวัน เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้มากที่สุด

เรื่องควรทำก่อนนอน เพื่อการนอนหลับอย่างมีความสุข

เรื่องควรทำก่อนนอน เพื่อการนอนหลับอย่างมีความสุข

โดยปกติแล้วร่างกายของมนุษย์เราควรได้รับการพักผ่อนอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมง เป็นอย่างต่ำ เพื่อร่างกายที่มีความพร้อมสำหรับทำกิจกรรมในวันถัดไป ที่สำคัญ การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยทำให้การทำงานของระบบประสาทและสมองมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย

แต่เชื่อได้ว่าการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ กว่าจะหลับตานอนลงได้ในแต่ละคืนนั้น ต้องหาโน่นหานี่ทำก่อนนอนเป็นแน่ และก็มักจะทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าตาจะเปิดไม่ขึ้นจึงจะยอมนอนลงได้ เช่น การเล่นโทรศัพท์ การดูทีวี เป็นต้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะเป็นตัวบ่อนทำลายสุขภาพกายและหัวสมองให้เสื่อมลงในทุก ๆ วัน เช่นนั้นแล้วหากไม่อยากให้หัวสมองเสื่อมหรือร่างกายทรุดโทรมก่อนวัยอันควร ควรทำสิ่งเหล่านี้ก่อนนอน ได้แก่

1. ทำหัวสมองให้ว่างเปล่า

ตราบใดที่หัวสมองยังมีเรื่องให้ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาแล้วล่ะก็ ดวงตาไม่มีทางที่จะยอมปิดลงอย่างง่ายเป็นแน่ คนส่วนใหญ่มักจะเอาเรื่องงานมานอนคิดก่อนเข้านอน นอกจากจะทำให้คิดอะไรไม่ออกแล้วยังเสียเวลานอนไปโดยเปล่าประโยชน์ ควรตัดความคิดกังวลทุกอย่างออกจากสมอง เพื่อให้หัวสมองได้รับการพักผ่อนเสียบ้าง

2. ปิดไฟให้ดับสนิท

การมีแสงสว่างส่องมาที่ดวงตาในขณะที่ต้องหลับพักผ่อนนั้น ถือเป็นการรบกวนโสตประสาทหรือประสาทสัมผัสของร่างกายเป็นอย่างมาก และจะยิ่งทำให้การนอนหลับเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้น ควรปิดไฟให้ดับสนิทและควรเปิดหน้าต่างให้เกิดการถ่ายเท ห้องที่มืดและอากาศที่หายใจสะดวกจะช่วยทำให้การนอนหลับเป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้น

3. ห่างไกลจากโทรศัพท์มือถือ

คงจะเคยได้ยินถึงข้อห้ามไม่ให้นำเอาโทรศัพท์มือถือวางไว้ใกล้ตัวเวลานอนหลับ เพราะถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใช้งานแต่โทรศัพท์จะต้องมีการส่งคลื่นสัญญาณอยู่ตลอดเวลา และร่างกายก็จะดูดซับคลื่นสัญญาณนั้นจากโทรศัพท์มือถือ ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท จึงควรนำออกไปไว้ให้ห่างไกลที่สุดหรือไว้นอกห้องได้เลยยิ่งดี เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและไม่ดูดซับสารอันตรายเข้าไปในขณะที่นอนหลับ

4. นั่งสมาธิ

อาจจะดูเป็นกิจกรรมก่อนนอนที่เป็นเรื่องยากของใครหลายคน ทั้งที่มันสามารถทำได้แบบแสนง่าย การนั่งสมาธิก่อนนอนจะช่วยทำให้จิตใจสงบมากยิ่งขึ้น มีสติในการคิดพิจารณาไตร่ตรองอะไรได้ง่ายขึ้นและเมื่อจิตสงบแล้วก็จะทำให้การนอนหลับไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ปัญหาการนอนไม่หลับในเวลากลางคืน และการไม่อยากตื่นในตอนเช้าน่าจะยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคนที่ยังไม่สามารถหาทางแก้ไขได้ อาจจะด้วยเหตุปัจจัยอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ลองปรับเปลี่ยนวิธีการและแนวทางปฏิบัติดูบ้าง รับรองว่าจะทำให้การนอนหลับในเวลากลางคืนกลายเป็นเรื่องง่าย

ดูแลผิวพรรณอย่างไร ให้สวยสดใสยาวนาน 2020

ดูแลผิวพรรณอย่างไร ให้สวยสดใสยาวนาน 2020

การดูแลผิวพรรณเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ นอกจากช่วยเสริมความมั่นใจในตัวเองให้มากขึ้นแล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จกับงานหน้ากล้อง เช่น เป็นยูทูบเบอร์ นักรีวิวสินค้าด้านความงาม ได้ไม่ยาก เรามาดูกันว่า เทคนิคในการดูแลผิวพรรณให้สวยและอ่อนเยาว์อยู่เสมอที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำไว้ มีอะไรบ้าง

1. รับประทานคอลลาเจนสกัดเป็นประจำ
คอลลาเจนถือว่าเป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่ปลอดภัยสูง โดยส่วนใหญ่ที่จำหน่ายในท้องตลาดมักทำจากเนื้อปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งได้ผ่านกระบวนการย่อยให้กลายเป็นกรดอะมิโนขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการถูกดูดซึมเข้าในร่างกาย ไปออกฤทธิ์ชดเชยคอลลาเจนใต้ผิวหนังที่มักมีการสูญเสียหรือหย่อนคล้อยไปตามอายุที่มากขึ้น ซึ่งมักจะเป็นกับคนที่อายุ 30 ปีขึ้นไป  ทั้งนี้ การรับประทานคอลลาเจนที่ต้องการหวังผลลัพธ์ที่ชัดเจน จะต้องรับประทานต่อเนื่องอย่างน้อย 2 เดือนขึ้นไปด้วย

2. บำรุงผิวหน้าด้วยครีมทาผิวที่ดี
ครีมที่มีจำหน่ายในท้องตลาดอยู่หลายชนิด ทั้งนี้ ผู้หญิงไทยกว่า 80% มักมีปัญหาผิวมันหรือผิวผสมร่วมกับริ้วรอยเมื่ออายุมากขึ้น จึงต้องเน้นเลือกสูตรที่มีฉลากเขียนว่า ลดริ้วรอย หรือ anti-wrinkle คู่กับการใช้ครีมสูตรบำรุงเฉพาะด้าน ที่มีสรรพคุณต่าง ๆ เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

เช่น สูตรช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง จะเป็นสูตรที่มีคำว่า ไฮโดร ที่หมายถึง การเติมน้ำให้กับผิว ส่วนคนที่มีปัญหาผิวมันง่าย ก็ต้องเลือกใช้สูตรคุมความมันหรือ oil control เมื่อใช้ต่อเนื่องจะช่วยปรับสมดุลผิวให้สวยงามดูดีที่สุดได้

3. ฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์
การฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ เป็นที่นิยมมากสำหรับการลดจุดบกพร่องบนใบหน้า และยังทำให้ดูอ่อนเยาว์กว่าวัย อย่างไรก็ตาม ก่อนการฉีดสารใด ๆ ต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและเลือกทำกับคลีนิคที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย และทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญเท่านั้น

4. รับประทานวิตามินบำรุงที่เหมาะสม
การรับประทานวิตามินหรืออาหารเสริมที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ของ อย. สามารถช่วยให้ผิวพรรณดูสดใสขึ้นได้อย่างมาก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน โคเอนไซม์คิวเทน ไลโคปีน วิตามินซี ฯลฯ ซึ่งจะออกฤทธิ์ร่วมกันกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวแลดูขาวใสยิ่งขึ้น ลดเลือนรอยด่างดำ เสริมสร้างชั้นผิวคอลลาเจนให้แข็งแรง ฯลฯ

5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ทำร้ายผิว
อาหารที่มีผลเสียต่อผิว คือ อาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง เนื่องจากจะกระตุ้นกระบวนการทางเคมีในร่างกาย ทำให้เกิดการผลิตสารอนุมูลอิสระ ที่ทำลายชั้นเซลล์ผิวและคอลลาเจนในร่างกายให้สูญเสียไปก่อนวัยอันควร จึงทำให้ร่างกายและผิวพรรณทรุดโทรมก่อนกว่าวัย

จะเห็นได้ว่า เทคนิคในการดูแลผิวพรรณให้สวยสดใสนั้น จะต้องใช้หลายองค์ประกอบร่วมกัน เราหวังว่าแนวทางที่กล่าวไป จะทำให้ทุกท่านนำไปปรับใช้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ผิวสวยได้ตามต้องการ

วิตามินบำรุงผิว

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคออฟฟิศซินโดรม

อาการโดยทั่วไปของผู้ที่มีโรคออฟฟิศซินโดรม

คนทำงานออฟฟิศและวัยเรียนจำนวนมาก มีปัญหาการปวดไหล่ หลังและบริเวณช่วงคอ เพราะการนั่งทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะคนที่นิยมผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์และเล่นเกมส์ออนไลน์ที่ใช้เวลาต่อเนื่อง 3-4 ชั่วโมง แทบไม่ได้ลุกไปเปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมได้

โรคออฟฟิศซินโดรม ในทางการแพทย์ หมายถึง อาการปวดที่เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมในการทำงานซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดอาการเกร็งตัวและปวดแบบเรื้อรัง มีการกดทับที่เส้นประสาทบริเวณนั้น และมีอาการชาที่ปลายนิ้วมือและแขน หากมีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนด้วย ก็จะกดทับกล้ามเนื้อจนปวดมากถึงขั้นต้องฝังเข็มหรือผ่าตัดด้วย

อาการโดยทั่วไปของผู้ที่มีโรคออฟฟิศซินโดรม มีได้หลายส่วนตามระบบร่างกาย ได้แก่

  • ปวดศีรษะและดวงตาพร่า เนื่องจากการใช้สายตาและมีความเครียดสะสมสูง ลักษณะคล้ายกับเป็นไมเกรน ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการคิดและการมีสมาธิในการทำงานอย่างมาก
  • ภาวะปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ทั้งช่วงบนและช่วงล่างของร่างกาย ทำให้เกิดอาการตึงและเจ็บจากเส้นเอ็นทับเส้นประสาทได้
  • อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและเหน็บชา จากการนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน หรือมีท่านั่งที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งไขว่ห้าง จึงทำให้การไหลเวียนเลือดผิดปกติ
  • ภาวะนิ้วล็อก จากการใช้นิ้วเคลื่อนเมาส์ หรือจับปากกาทำงานคอมพิวเตอร์กราฟิกต่อเนื่องเป็นเวลานาน เส้นเอ็นที่บริเวณนิ้วและข้อมือจึงอักเสบ
  • ปัญหานอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท เกิดจากความเครียดสะสมและอาการปวดเรื้อรังที่มาจากออฟฟิศซินโดรม

การป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคออฟฟิศซินโดรมทำได้ง่าย ๆ จากการปรับอิริยาบถในการทำงาน เช่น

การลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสายทำท่ากายบริหารทุก ๆ 30 ถึง 50 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนได้ผ่อนคลายลง

การพักสายตาด้วยการมองต้นไม้ระยะไกลและหลับตานิ่ง ๆ สัก 5 นาที

การเดินออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์นอกห้องแอร์เป็นระยะ เพื่อเพิ่มระดับออกซิเจนในกระแสเลือด จะลดความเสี่ยงปวดศีรษะได้

ปรับเปลี่ยนองศาของจอคอมพิวเตอร์ ให้ขอบบนของจออยู่ในระดับเดียวกับสายตา เพื่อไม่ให้เกิดการเงยหรือก้มหน้ามากเกินไป

เลือกเก้าอี้นั่งทำงานที่มีความนุ่มของเบาะเหมาะสม ไม่แข็งหรือนุ่มเกินไป

ควบคุมน้ำหนัก เพื่อให้มีสัดส่วนของมวลกล้ามเนื้อมากกว่าไขมัน จะทำให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง และมีการยืดหยุ่นดียิ่งขึ้น

ใช้อุปกรณ์เสริมรองข้อมือเวลาใช้เมาส์เล่นคอมพิวเตอร์ หรือซื้อเบาะนั่งที่มีสปริงยืดหยุ่นดี มาหนุนเสริมเบาะนั่งปกติ

ถ้าปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้ว อาการของคุณยังไม่ดีขึ้น จำเป็นต้องใช้ยารับประทาน หรือหากมีอาการมาก ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างจำเพาะเจาะจงต่อไป

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคออฟฟิศซินโดรม

เทคนิคเพิ่มประสิทธิภาพการเดินออกกําลังกายให้ผู้สูงอายุ

เทคนิคใดที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการเดิน

การเดินออกกำลังกายเป็นวิธีเพิ่มการเผาผลาญและกระตุ้นการทำงานของอวัยวะทุกส่วนของร่างกายให้มีความสมดุลยิ่งขึ้น ซึ่งผู้สูงอายุสามารถเดินเป็นประจำ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง โรคเบาหวานได้ จึงทำให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรงขึ้น

เทคนิคใดที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการเดินออกกำลังกายสำหรับผู้สูงวัยได้

ไม่กดดันตัวเอง

ผู้สูงอายุแต่ละคนจะมีสุขภาพพื้นฐานไม่เท่ากัน การเดินออกกำลังกายจึงไม่ควรเร่งตัวเองให้ทำได้ตามมาตรฐาน 30 นาที แบบคนอื่น ควรเริ่มจากการเดินวันละ 10 นาที หากเป็นคนที่ไม่เคยออกกำลังมาก่อน ค่อย ๆ เพิ่มระยะทางหรือเวลามากขึ้นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน จะทำให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัวได้ดียิ่งขึ้น ไม่ควรหักโหมเพราะจะเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายหรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือคนอื่น

ปัจจุบันมีองค์กรการกุศลจำนวนมากที่ต้องการรับความช่วยเหลือ โดยการเข้าร่วมโครงการเดินวิ่งต่าง ๆ แล้วนำเงินค่าสมัครไปใช้เพื่อการกุศล เช่น โรงพยาบาล ศูนย์เลี้ยงเด็กกำพร้า สมาคมคนพิการ ศูนย์รับเลี้ยงสัตว์จรจัด ฯลฯ ผู้สูงอายุจะมีความภูมิใจที่ได้ออกกำลังกายและยังได้ร่วมในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม การเดินออกกำลังกายโดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยผู้อื่น จะทำให้ผู้สูงอายุมีกำลังใจที่จะรักษาวินัยในการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอขึ้น

หาเพื่อนเดินออกกำลังกาย

หากเป็นหนุ่มสาว อาจมีความสะดวกที่จะออกกำลังกายในยิมหรือลู่วิ่งคนเดียว แต่ผู้สูงอายุมักจะต้องการสังคม มีเพื่อนแก้เหงาพูดคุยกันได้ระหว่างการเดินออกกำลังกาย จึงแนะนำให้เลือกไปในที่มีผู้สูงอายุที่รักสุขภาพรวมตัวกัน เช่น สวนสาธารณะ ชมรมไทเก็กผู้สูงวัย สมาคมศิษย์เก่า ฯลฯ จะทำให้ได้รับความสุขและมีกำลังใจในการดูแลตัวเองด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

ใช้อุปกรณ์สำหรับนับก้าว

อุปกรณ์เพื่อช่วยนับก้าว เป็นนวัตกรรมที่ดีและสะดวกทำให้ผู้สูงวัยมีกำลังใจในการออกกำลังมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีการตั้งเป็นค่าฟังก์ชั่นในนาฬิกา smart watch ที่มีการอัปเดตข้อมูลต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือได้ เมื่อเดินรวม ๆ กันตั้งแต่เช้าถึงเย็น รวมกันแล้วจะได้วันละนับพันก้าวเลยทีเดียว การดูข้อมูลย้อนหลังได้ด้วยจะทำให้ผู้สูงวัยเห็นค่าตัวเลขที่แสดงถึงพัฒนาการที่ก้าวหน้ามากขึ้น เช่น เดินได้จำนวนก้าวมากขึ้น เป็นระยะทางมากขึ้น ทำให้มีกำลังใจในการออกกำลังกายมากขึ้นแน่นอน

การเดินออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญทางสาธารณสุขแนะนำให้ผู้สูงวัยทำเป็นประจำ ทั้งนี้ควรที่จะมีลูกหลานดูแล โดยเฉพาะในระยะแรกหากผู้สูงวัยมีโรคประจำตัว เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่ออันตรายและอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

เทคนิคเพิ่มประสิทธิภาพการเดินออกกําลังกายให้ผู้สูงอายุ

ชวนทำความรู้จัก โรคภูมิแพ้ไร้ฝุ่นและวิธีการจัดการที่ถูกต้อง

ชวนทำความรู้จัก โรคภูมิแพ้ไร้ฝุ่นและวิธีการจัดการที่ถูกต้อง

โรคภูมิแพ้ไรฝุ่น เป็นโรคอันดับต้น ๆ ที่รบกวนชีวิตประจำวันทั้งคนไทยและคนทั่วโลก เกิดเนื่องจากแมลงขนาดเล็กกว่าที่ตามองเห็น ซึ่งเรียกว่าไรฝุ่น มาอาศัยอยู่ในช่องโหว่ของผ้าทอ ทั้งปลอกหมอน ที่นอน ผ้านวม ผ้าม่านและพรม ซึ่งหากไม่กำจัดอย่างถูกวิธี ก็สามารถแพร่พันธุ์ได้นับเป็นล้านตัวในเวลา 1 ปี

ไรฝุ่น คือสาเหตุของโรคภูมิแพ้ไรฝุ่น ตัวไรฝุ่นจะเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ได้ โดยอาศัยการกินเศษโปรตีน เช่น เศษผิวหนังที่หลุดลอก ขี้ไคล ขี้เล็บ เส้นผมและขนที่หลุดร่วง ฯลฯ ทำให้วางไข่ครั้งละปริมาณมาก และถ่ายมูลไว้ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้คนเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ได้

ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ไรฝุ่น จะมีอาการหลากหลายทางระบบต่าง ๆ เช่น

1. ระบบทางเดินหายใจ จะมีอาการน้ำมูกใสไหลเป็นประจำ มีอาการจามบ่อย ๆ คันจมูก ซึ่งหากแพ้ไรฝุ่นขั้นรุนแรง จะมีอาการหอบหืด แน่นหน้าอกหายใจไม่ออกได้

2. อาการทางดวงตา ที่เยื่อบุตาขาวจะมีสีแดง รู้สึกคันและเคืองตาบ่อย ๆ ใต้ตาคล้ำ ช้ำบวม

3. อาการที่แสดงทางผิวหนัง จะมีตุ่มผดผื่นเล็ก ๆ ซึ่งมีอาการคันร่วมด้วย หากเป็นเด็กเล็กและผู้สูงอายุ อาจจะมีอาการเห่อตามข้อพับ ซอกแขนขา และลามทั่วทั้งตัวได้

วิธีป้องกันไรฝุ่นในปัจจุบัน คือ การใช้ผ้าปูที่นอนกำจัดไรฝุ่น เมื่อมีการซื้อเตียงหรือปลูกบ้านใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดไรฝุ่นในห้องนอน

ส่วนการกำจัดไรฝุ่นที่มีอยู่แล้วในห้องนอน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีดังต่อไปนี้

1. ทำความสะอาดที่นอนเป็นประจำ ด้วยการนำชุดเครื่องนอนไปซักตากที่อุณหภูมิสูงเกินกว่า 50 องศาเซลเซียส โดยต้องตากแดดแรงช่วงเที่ยงยาวนาน 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้รังสี UV จัดการไรฝุ่นได้อย่างหมดจด โดยต้องทำเป็นประจำทุกเดือน

2. ใช้เครื่องดูดฝุ่นแบบสุญญากาศ เพื่อกำจัดมูล ไข่และตัวไรฝุ่นออกจากที่นอน พรม ผ้าม่าน ฯลฯ เป็นประจำ

3. งดการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในห้องนอน โดยเฉพาะสุนัข แมว กระต่าย ฯลฯ ที่จะมีช่วงเวลาผลัดขน เมื่อหลุดร่วงจะเป็นอาหารของไรฝุ่น ทำให้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากในห้องนอนได้

4. ใช้สเปรย์สูตรสมุนไพรกำจัดไรฝุ่น โดยฉีดและคลุมด้วยผ้าหนานาน 8-10 ชั่วโมง เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้เต็มที่ หลังจากนั้นทำการซักตากแดด ตามปกติ จะลดจำนวนไรฝุ่นได้อย่างมาก

จะเห็นได้ว่า ไรฝุ่นเป็นตัวการของโรคภูมิแพ้ที่ทำให้หลายคนป่วยเป็นโรคผิวหนังหรือมีน้ำมูกจามโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งจำเป็นต้องป้องกันและหาวิธีจัดการอย่างถูกต้อง จึงจะทำให้สมาชิกทุกคนในบ้านปลอดจากโรคภูมิแพ้ได้ยาวนาน

ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ไรฝุ่น จะมีอาการหลากหลายทางระบบต่าง ๆ

เทคนิคในการควบคุมไขมันจากอาหารเพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

เทคนิคในการควบคุมไขมันจากอาหารเพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

ปัจจุบันมีการเก็บสถิติพบว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคไขมันในเลือดสูง รวมถึงโรคหัวใจความดันที่เกิดจากมีไขมันอุดตันในเส้นเลือดเป็นจำนวนมาก ซึ่งไขมันเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากอาหารที่รับประทานทำให้ต้องมีการใช้ยาเพื่อรักษาและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมเทคนิคในการควบคุมปริมาณไขมันจากอาหาร เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

1. เลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ฉลากระบุว่าไขมัน 0% หรือไขมันต่ำ เช่น นมพาสเจอร์ไรส์พร่องมันเนย นมเปรี้ยว โยเกิร์ต ไอศกรีมสูตร light ฯลฯ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากแร่ธาตุ เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม และวิตามิน เช่น เอ บี ซี โดยที่ไม่ทำให้เสี่ยงต่อภาวะไขมันในเลือดสูง

2. สำหรับผู้ที่ชอบการรับประทานขนมปังปิ้ง ที่มีการทาเนย ครีม แยม ฯลฯ แนะนำให้ใช้กีวีสุกทาแทน เพื่อให้ได้รับกรดไขมันชนิดดีจากธรรมชาติและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งยังได้รสสัมผัสใกล้เคียงกับการทาเนย หรือใช้เทคนิคทาเนย แยม เพียงครึ่งแผ่น เพื่อลดปริมาณของไขมัน และน้ำตาลที่ร่างกายจะได้รับ (การได้รับน้ำตาลในปริมาณสูง ร่างกายจะเกิดการสะสมและเปลี่ยนแปลงเป็นไขมันสะสมตามอวัยวะต่าง ๆ ได้)

3. รับประทานเมนูเนื้อสัตว์ที่ไขมันต่ำ เช่น ปลาทะเล (ปลาทู แซลมอน) หรือเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ได้แก่ เนื้อส่วนอกไก่ เนื้อหมูสันใน ฯลฯ หลีกเลี่ยงเมนูที่ทำจากหนังสัตว์ทอดกรอบ เช่น หนังหมู หนังไก่ทอดกรอบ เพราะจะทำให้ได้รับไขมันจากน้ำมันที่ใช้ทอดและจากส่วนของหนังสัตว์เป็นจำนวนหลายร้อยแคลอรี่

4. ทำอาหารให้สุก ด้วยการนึ่ง ต้ม ตุ๋น แทนการทอดในกระทะ หรือหากต้องการทอดควรเลือกกระทะแบบใหม่ที่ทอดได้โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน จะช่วยลดการได้รับปริมาณไขมันส่วนเกินในแต่ละวันได้ปริมาณมาก

5. สำหรับเครื่องปรุงรส ซอส ขนมกรุบกรอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กาแฟซองชง ฯลฯ ก่อนตัดสินใจซื้อ ต้องให้ความสำคัญกับฉลากอาหารมากยิ่งขึ้น ด้วยการดูที่เปอร์เซ็นต์ไขมันและเปอร์เซ็นต์แคลอรี่ที่จะได้รับ (ควรเลือกยี่ห้อที่มีเปอร์เซ็นต์ของไขมันอิ่มตัวต่ำที่สุด)

6. การบริโภคน้ำมันมะพร้าว น้ำมันคาโนลา น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน โดยนำมาปรุงในน้ำสลัดหรือใช้ทอดอาหารแทนการใช้น้ำมันปาล์มจะช่วยให้ร่างกายได้รับกรดไขมันชนิดดีไปควบคุมสมดุล เพิ่มค่าไขมันชนิดดี HDL ในร่างกาย ลดค่าไขมันชนิดร้าย LDL และ cholesterol ได้อย่างมาก

จะเห็นได้ว่า เทคนิคที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่สามารถปรับใช้ในการเลือกซื้ออาหารและวัตถุดิบต่าง ๆ บริโภคในชีวิตประจำวันได้ หวังว่าจะเป็นแนวทางปฏิบัติที่ทำให้ทุกท่านมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นในระยะยาว

การควบคุมปริมาณไขมันจากอาหาร