รู้หรือไม่ เมื่อไรควรเปลี่ยนหน้ากากป้องกัน COVID-19

หน้ากากอนามัยเป็นเครื่องมือดีที่สุดในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่การสวมหน้ากากอนามัยเป็นเหมือนดาบสองคมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้งที่มีความต้องการใช้งานจำนวนมากส่งผลให้เกิดขยะไมโครพลาสติกจำนวนมหาศาลที่การจำกัดเป็นสาเหตุของมลพิษ รวมถึงมลพิษทางทะเลด้วย หน้ากากผ้าที่ใช้ซ้ำได้ถือเป็นตัวเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า แต่จึงมีประสิทธิภาพน้อยกว่าเมื่อซักสวมซ้ำไปหลายครั้งแล้วทำให้ผืนผ้าบางลง กรองละอองทางเดินหายใจได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงปิดกั้นไวรัสได้น้อยลงและควรโยนทิ้งได้แล้ว

จะรู้ได้อย่างไรว่าหน้ากากผ้าด้อยคุณภาพลงแล้ว และปกป้องตัวคุณเองให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อไวรัสไม่ได้อีกต่อไป เราสังเกตได้จากสัญญาณเตือนต่อไปนี้

1.สายรัดหลวมหมดแล้ว หน้ากากผ้าส่วนใหญ่ใช้ยางยืดเป็นห่วงคล้องหู ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ควรระวัง เพราะการเสื่อมสภาพทำให้หน้ากากไม่รัดแน่นพอดีกับใต้คาง รอบจมูกและแก้ม ตำแหน่งที่เหมาะสมไม่ควรมีช่องว่างเลย การเสื่อมสภาพมักจะเกิดจากการซักในเครื่องซักผ้าหรือใส่ในเครื่องอบผ้าที่มีความร้อนสูงหรือแม้แต่การรีดผ้าก็ควรเว้นไม่สัมผัสโดนส่วนยางยืด หากสวมหน้ากากมาระยะหนึ่งแล้ว ยางยืดเริ่มคลายตัวสวมไม่กระชับพอดี แนะนำว่าต้องหยุดใช้ทันทีหรือเปลี่ยนยางยืดที่เสื่อมสภาพ เพราะเสี่ยงทำให้ตัวเองและผู้อื่นตกอยู่ในอันตรายจากไวรัสโควิด-19

2.หน้ากากมีรอยฉีกขาดหรือรูรั่ว หากสังเกตเห็นรอยชำรุดควรเลิกใช้ทันที หากผลิตภัณฑ์ไม่ได้ระบุไว้เป็นพิเศษว่าซักด้วยเครื่องได้ ควรซักด้วยมือแล้วตากให้แห้ง หรือซื้อถุงตาข่ายสำหรับซักผ้าซึ่งช่วยป้องกันเนื้อผ้าที่บอบบางฉีกขาด

3.หน้ากากเป็นคราบ ไม่ว่าคราบสกปรกจะเกิดจากกาแฟหกหรือเลอะเครื่องสำอาง ต่างเป็นสัญญาณว่าหน้ากากเสื่อมสภาพ หน้ากากไม่ควรเปียกชื้นเพราะไม่สามารถป้องกันจากไวรัสได้จริง แนะนำให้ซักให้สะอาดและตากแห้งก่อนนำกลับมาใช้ หน้ากากที่เปื้อนอาจหมายถึงถูกใช้มากเกินไปและจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่

4.เนื้อผ้าบาง หน้ากากผ้าบางลงหลังจากซักใช้งานครั้งแล้วครั้งเล่าและไม่ช่วยป้องกันเชื้อไวรัสแล้ว สังเกตได้ว่าเนื้อผ้ายืดออกและรูบนเนื้อผ้าห่างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แนะนำวิธีง่าย ๆ ทดสอบความหนาของหน้ากากดังต่อไปนี้

  • สวมหน้ากากแล้วลองเป่าเทียน ถ้าเปลวไฟดับลงแสดงว่าผ้าบางเกินไป
  • ถือหน้ากากส่องกับแสงแดด ถ้ามองผ่านไปได้แสดงว่าผ้าบางเกินไปเช่นกัน
  • เป่าลมผ่านหน้ากากในช่วงที่อากาศเย็น ถ้าเห็นละอองลมหายใจแสดงว่าผ้าบางเกินไป

5.ซักแล้วใช้มากกว่า 30 ครั้ง ไม่ว่าจะถนอมขนาดไหน หากซักบ่อยครั้งก็จะทำให้เส้นใยของผ้าบางชนิดยืดออก เสียรูปและไม่ยืดหยุ่นเหมือนเดิม แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงก็ตาม หน้ากากจะหมดอายุหลังจากการซักล้างหลายครั้ง

มาเริ่มตรวจสอบหน้ากากผ้าที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ว่ามีผืนไหนหมดสภาพแล้วบ้าง เพื่อสุขภาพของคุณเองและคนรอบข้าง

ปัญหาของการใช้สื่อออนไลน์ในยุคปัจจุบัน

ปัจจุบันเทคโนโลยีและการสื่อสารออนไลน์อยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ เนื่องจากมีระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมีสัญญาณแรงให้บริการทั่วไป และราคาของอุปกรณ์เทคโนโลยีอุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ ที่ถูกลงอย่างมาก ทั้งโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากความสะดวกสบายแล้ว ก็ทำให้มีปัญหาจากการใช้สื่อออนไลน์ได้เช่นกัน ดังนี้

1.เกิดการเสพสื่อทางด้านลบมากเกินไป
หากเสพข้อมูลข่าวสารที่มีการใช้ถ้อยคำหยาบคาย เหยียดเพศ ศาสนา เชื้อชาติมากเกินไป จะกระทบต่อความมั่นใจในตัวเอง เกิดปมด้อยในการเข้าสังคม หรือเก็บกดกลายเป็นโรคซึมเศร้า โรคเครียดและวิตกกังวลได้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่จิตใจหวั่นไหวได้ง่ายกับการถูกตำหนิจากสังคมเพื่อนในวัยเดียวกัน

2.เกิดโรคจากการเทคโนโลยีมากเกินไป
ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น การใช้สายตาจ้องมองจอโทรศัพท์นาน ๆ จะทำให้ทั้งความเสี่ยงเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมและสายตาสั้น มีอาการปวดหัวไมเกรนจากการเพ่งต่อเนื่องยาวนาน ปัญหาของกล้ามเนื้อที่เรียกว่าโรคออฟฟิศซินโดรม ที่มีอาการตั้งแต่ปวดนิ้วมือ ข้อมือ ไหล่ หลัง ซึ่งต้องใช้ยาและแก้ไขด้วยการปรับเปลี่ยนท่าทางยืดเส้นยืดสายเป็นระยะ หรือหากมีอาการมากก็ต้องผ่าตัดด้วย

3.แพร่กระจายข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง
การส่งต่อข่าวสารที่ไม่เป็นความจริงส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างรวดเร็ว เสื่อมเสียทั้งเสียชื่อเสียงของบุคคลหรือสร้างความขัดแย้งในสังคมได้ ดังนั้น หากไม่ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน อาจกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มมิจฉาชีพในการหาผลประโยชน์เข้าตัวเองได้ หรืออาจถูกฟ้องร้องเป็นคดีความได้หากเจ้าของเรื่องแจ้งความดำเนินคดีในชั้นศาล ซึ่งต้องเสียค่าปรับหรือมีโทษถึงขั้นจำคุก

4.ถูกโจรกรรมข้อมูลได้
หากเข้าใช้บริการเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่มีเจตนาร้ายแอบแฝงอยากถูกโจรกรรมข้อมูล เช่น ข้อมูลบนบัตรประชาชน บัตรเครดิต วันเดือนปีเกิด ซึ่งอาจตามมาด้วยการมีเบอร์บุคคลแปลกหน้าโทรศัพท์มาขายสินค้า ก่อกวนหรือชักชวนให้ทำกิจกรรมบางอย่างที่นำมาซึ่งการเสียทรัพย์ได้

5.ทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนลดน้อยลง
ตรงกับคำที่ว่าปัจจุบันเป็นสังคมก้มหน้าคือ แต่ละคนจะก้มมองที่โทรศัพท์มือถือ เพื่อพิมพ์ข้อความ อ่านข่าว ดูหนัง ฟังเพลง อ่านนิยายออนไลน์ ฯลฯ จนแทบจะไม่ได้คุยปรึกษาสารทุกข์สุขดิบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยตรงเลย ทำให้ทักษะการเข้าสังคมแย่ลง และหากเสพติดสื่อออนไลน์ตั้งแต่อายุน้อยก็จะทำให้เกิดพฤติกรรมแปลกแยก มีโลกส่วนตัวสูง ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้

จะเห็นได้ว่า การใช้สื่อเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลร้ายหลายด้านได้ ทั้งระดับตัวบุคคลและสังคม เราจึงควรบริหารจัดการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้ขอบเขต เพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมา

3 สหายฝ่าวิกฤต สุดยอดเมนูสร้างสรรค์

3 สหายฝ่าวิกฤต สุดยอดเมนูสร้างสรรค์

พูดถึงของกินซึ่งแทบจะทุกบ้านต้องมีติดไว้ในตู้กับข้าวได้แก่ ไข่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และปลากระป๋อง เป็น 3 สหาย สู้ชีวิตที่มีอยู่คู่ครัวไทยมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของ COVID -19 ที่กำลังลุกลามไปทั่วทุกมุมโลก แม้แต่ในถุงยังชีพที่หลายหน่วยงานนำมาแจกจ่ายให้กับประชาชนผู้เดือดร้อน ตลอดจนตู้ปันสุขในชุมชนต่าง ๆ ก็ไม่เคยขาดแคลนเจ้าสามสหายที่ว่านี้ ส่วนจะนำไปปรุงเป็นเมนูอะไรนั้นก็สุดแท้แต่ความชอบ สำหรับเมนูยอดนิยมที่เรียกได้ว่ากินกันมาตั้งแต่เล็กจนกระทั่งโตคงหนีไม่พ้น เมนูสารพัดไข่ ทั้งไข่ดาว ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่ลวก ไข่เจียว ไข่เจี๋ยน ฯลฯ สร้างสรรค์กันไปตามความถนัด แต่สำหรับวันนี้เรามีสุดยอดเมนูสร้างสรรค์ จาก 3 สหาย ไข่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และปลากระป๋อง ที่ร่วมฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกันมาแนะนำ พร้อมด้วยเรื่องราวน่ารู้ของสารอาหารที่มีอยู่ในเมนูเหล่านี้ด้วย

  • เมนูที่ 1 ยำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปลากระป๋อง เป็นการเติมความกรุบกรอบลงในความแซ่บได้อย่างลงตัว
  • เมนูที่ 2 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไข่ตุ๋นปลากระป๋อง
  • เมนูที่ 3 ราดหน้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปลากระป๋อง
  • เมนูที่ 4 ข้าวไข่ข้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปลากระป๋อง

ซึ่งเป็นเมนูที่หลายคนค้นพบความอร่อยแบบลงตัวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ที่สำคัญในแต่ละเมนูสามารถดัดแปลงส่วนผสม เช่น ผัก สมุนไพรและเครื่องปรุงอื่น ๆ ได้ตามชอบใจ โดยเลือกซื้อในตลาดนัดชุมชนใกล้บ้าน หรือแม้แต่ในกระถางหรือเรือนเพาะชำภายที่ปลูกไว้ภายในบ้านก็สะดวกดี

ในสมัยโบราณอาหารไทยนั้น ขึ้นชื่อเรื่องการใช้เครื่องแกงและสมุนไพรพื้นบ้านในการชูรส จึงไม่แปลกใจที่คนไทยในอดีตจึงมีอายุยืนยาวโดยไม่ต้องพึ่งพายารักษาโรคให้หมดเปลืองเงิน อย่างเช่น เมนูแกงเลียง ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินจากผักสดที่นำมาประกอบอาหาร เช่น ฟักทอง ช่วยบำรุงสายตา บวบ บำรุงหัวใจ แก้ร้อนใน และมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ส่วนเห็ด มีสาร Vovatoxin ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของไวรัสสาเหตุของไข้หวัดใหญ่ และช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ใบแมงลัก ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ตำลึง แก้ไข้ บำรุงสายตา และรักษาโรคผิวหนัง พริกไทย ช่วยย่อยอาหาร ขับลม ขับเหงื่อ และบรรเทาความร้อนในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีสารอาหารสำคัญเช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก ไ เบอร์ และวิตามินต่าง ๆ อีกมากมาย สรรพคุณเหล่านี้ ช่วยบำรุงเลือดและกระตุ้นน้ำนมให้กับคุณแม่หลังคลอดได้เป็นอย่างดี ส่วนสารอาหาร ที่มีอยู่ใน 3 สหายฝ่าวิกฤตก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น

สหายแรก ไข่ อุดมไปด้วยโปรตีน สังกะสีวิตามิน A, D, E และ B12 อีกทั้งยังให้พลังงานน้อยและมีธาตุเหล็กช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง สามารถช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงให้เป็นไปอย่างปกติ สารแคโรทีนอยด์ที่สำคัญต่อสุขภาพดวงตาอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยป้องกันร่างกายจากสารอนุมูลอิสระ และลดความเสี่ยงการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำให้ดียิ่งขึ้น

สหายที่สอง บะหมี่สำเร็จรูป นอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรตและผลปรุงรสแล้ว ยังมีการเพิ่มสารอาหารจำพวก ไอโอดีน เหล็ก และวิตามินเอลงไป เพื่อเพิ่มคุณค่าสารอาหารแก่ผู้บริโภคมากขึ้น

ส่วนสหายที่ 3 ปลากระป๋อง ใช้วัตถุดิบสำคัญ คือปลาทะเล แม้ว่าจะมีคุณค่าทางอาหารสูง และมีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพกระดูกหลากหลายชนิด แต่หากรับประทานมากไปก็จะสร้างความเป็นกรดให้กับเลือดได้ ส่วนมะเขือเทศในปลากระป๋อง มีสารไลโคปีน ที่มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบในร่างกาย

ทั้งนี้ เมนูสหาย 1-2 ก็มีปริมาณเกลือโซเดียมสะสมอยู่ในปริมาณที่สูงพอสมควร จึงต้องกินแต่น้อย ๆ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคไต ต้องหลีกเลี่ยง

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะชื่นชอบเมนูไหน ๆ สิ่งสำคัญก่อนนำไปปรุงรับประทาน ควรคำนึงถึงสารอาหารข้อดีข้อเสียและข้อควรระวังต่าง ๆ และไม่รับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไป เพียงเท่านี้คุณก็จะได้รับประโยชน์ดี ๆ จากสุดยอดเมนูสร้างสรรค์ที่ว่านี้แล้ว

มาดู 4 วิธี ดูแลตัวเองให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง

มาดู 4 วิธี ดูแลตัวเองให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง

การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยเพราะคงไม่มีใครที่เข้มแข็งได้ตลอด บางช่วงเวลาก็มีเรื่องที่ทุกข์ร้อนใจเพราะได้มีการเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจจนทำให้จิตใจมีความอ่อนแอ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี 4 วิธีในการดูแลตัวเองมาฝากเพื่อเสริมสร้างกำลังใจจะได้มีจิตใจที่เข้มแข็ง ดังต่อไปนี้

จิตใจเข้มแข็งได้ ด้วย 4 เทคนิค

ตั้งเป้าหมายในชีวิต

การตั้งเป้าหมาย คือ สิ่งที่ได้ตั้งไว้เพื่อจะได้มีทิศทางหรือไม่หลงทางในการเดินทางไปสู่เป้าหมายในชีวิต ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกำลังใจและใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในทุกวัน หากอยากให้เป้าหมายมีความชัดเจนมากขึ้น จะต้องมีการระบุ วัน เดือน ปีที่สำเร็จ พร้อมบอกตัวเองว่าเป้าหมายนี้ ทำเพื่อใคร ซึ่งอาจจะทำเพื่อตัวเอง คนที่รัก สังคมก็ได้ ในทางตรงข้ามถ้าไม่มีเป้าหมายในชีวิตแล้ว เปรียบเสมือนการใช้ชีวิตไปวัน ๆ เพราะไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไมและไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพื่อใคร เวลามีอุปสรรคเข้ามาก็จะส่งผลทำให้จิตใจถดถอยหรืออ่อนแอ

เข้าหาสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น

สิ่งที่ทำให้จิตใจเข้มแข็งขึ้น เช่น การให้อาหารหรืออาจจะเล่นกับสัตว์เลี้ยงเพราะจะทำให้สมองหลั่งสารสารออกซิโทซินหรือสารแห่งความรักและความผูกพัน อยู่ในกลุ่มคนที่มีพลังบวกเพราะจะได้ไม่บั่นทอนจิตใจ สัมผัสธรรมชาติ ช่วยเหลือหรือแบ่งปันในสิ่งที่ถนัด สิ่งเหล่านี้จะทำให้สมองหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมา คือ สารความเมตตาหรือที่เรียกว่า สารออกซิโทซิน

ไม่ขยายปัญหาที่เผชิญ

เมื่อมีปัญหาส่งผลให้จิตใจอ่อนแอลงได้ เพราะฉะนั้น ไม่ควรขยายปัญหาแต่ควรแก้ปัญหา เช่น ปัญหาการงานธุรกิจ ครอบครัว การเงิน เป็นต้น หากจะเพิ่มประสิทธิภาพให้จิตใจรู้สึกดีและพบทางออกในการรับมือแก้ปัญหาให้นั่งสมาธิรักษาใจ หรืออาจจะเพิ่มการอ่านหนังสือแรงบันดาลใจก็ได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรก็ตามการมีจิตใจเข้มแข็งหรือจิตใจอ่อนแอต่อปัญหานั้นขึ้นอยู่กับใจของตัวเอง

ไม่เปรียบเทียบ

การเปรียบเทียบทำให้จิตใจดิ่งลง เช่น ในโลกออนไลน์ใคร ๆ ก็มักโพสต์สิ่งดี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเรียน งาน เงินหรือเรื่องอื่น ๆ ในชีวิต เมื่อมีการเปรียบเทียบก็จะเกิดคำถามกับตัวเองด้านลบ ด้วยการขึ้นต้นคำว่า ทำไม เช่น ทำไมชีวิตเขาดีกว่าเรา ทำไมชีวิตเราแย่จัง เป็นต้น หากอยากมีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น ไม่ควรเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่ให้กลับมาหัดชมหรือหาข้อดีของตัวเองเนื่องจากทุกคนมีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว

4 วิธี ดูแลตัวเองให้มีจิตใจที่เข้มแข็งที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงยังมีวิธีอีกมากมายนับไม่ถ้วน ส่วนใครที่อยู่ในภาวะจิตใจอ่อนแอในช่วงเวลานี้และอยากให้ชีวิตได้ก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างราบรื่น ลองนำวิธีที่เราได้แนะนำไปใช้ แล้วคุณจะรู้สึกดีและมีจิตใจเข้มแข็งขึ้นมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน

จิตใจเข้มแข็งได้ ด้วย 4 เทคนิค

ปัญหาลูกไม่กินผัก เกิดจากอะไร ทำอย่างไรดี

สาเหตุที่ลูกไม่กินผัก

ผักเป็นแหล่งอาหารที่ดี มีวิตามินเกลือแร่สูง และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพระยะยาวด้วย การสอนลูกให้กินผักเก่งตั้งแต่เด็ก ๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ครอบครัวจำนวนมากก็พบปัญหาลูกไม่ยอมกินผัก เรามาดูกันว่าสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงนั้นเกิดจากอะไรบ้างและจะจัดการอย่างไรดี

สาเหตุที่ลูกไม่กินผัก

1. ลูกเลียนแบบพ่อแม่

หากจะให้ลูกกินผัก แต่พ่อกับแม่กลับเขี่ยผักในจานออก จะทำให้ลูกเกิดการเลียนแบบพฤติกรรม ไม่ว่าจะสอนอย่างไร แต่สิ่งที่ลูกเห็นคือตรงกันข้าม ย่อมทำให้ลูกปฏิเสธการกินผักแน่นอน คุณพ่อคุณแม่จึงต้องปฏิวัติตัวเองกินผักให้เก่งจึงจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกได้

2. บังคับลูกมากเกินไป

ถ้าบังคับลูกให้กินผักทุกมื้อ จะทำให้เด็กเกิดความเครียด การที่พ่อแม่คอยจับจ้องเสมอ จะทำให้ลูกต่อต้านโดยแสดงการปฏิเสธการทำตามคำสั่ง วิธีที่ได้ผล คือ ต้องทำให้เรื่องกินผักเป็นสิ่งสนุกสนาน คิดวิธีชักชวนให้ลูกเห็นข้อดีจากการกินผัก นำของเล่นมาประกอบในการชวนกินผัก ก็จะได้ผลดีกว่าการบังคับ

3. ผู้ใหญ่ตามใจลูกมากเกินไป

ครอบครัวใหญ่ที่มีปู่ย่าตายาย มักตามใจลูกหลานวัยเล็ก เมื่อเด็กไม่ยอมกินผัก ก็จะไม่บังคับ ซึ่งจะทำให้เด็กไม่ถูกฝึกอย่างเหมาะสม การแก้ไข คือ จะต้องมีตกลงกับสมาชิกในครอบครัว ที่จะไม่ตามใจบุตรหลานมากเกินไป และปรับเมนูอาหารให้มีผักรูปแบบรับประทานง่ายขึ้น

4. มีเมนูที่มีผักมากเกินไป

หากเมนูอาหารใส่ผักหลายชนิดมากเกินไป โดยไม่มีเนื้อสัตว์ที่เด็กชอบ ก็จะทำให้เด็กรู้สึกเบื่ออาหาร และไม่ยอมกินอาหาร อาจทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารได้ด้วย จึงต้องปรับให้มีผักประมาณ 1 ในสามของมื้อ และเลือกกรรมวิธีที่กำจัดกลิ่นและรสเฉพาะตัวของผักบางชนิดออก เพื่อให้ลูกกินง่ายขึ้น

5. มีความทรงจำที่ไม่ดี

เด็กหลายคนมีอาการกลัวผัก เพราะเคยกินแล้วเจอหนอนในผัก หรือเคยกินผักที่มีรสชาติแย่ เช่น มีก้านแข็ง รสขม รสเผ็ด ทำให้เป็นความทรงจำแบบไม่ดี คุณพ่อคุณแม่จึงต้องปรับวิธีการทำเมนูอาหารให้มีกลิ่นหอมรสชาติอร่อยมากขึ้น เพื่อให้ลูกค่อย ๆ สร้างประสบการณ์ที่ดีใหม่ ๆ เข้าไปทดแทน

จะเห็นได้ว่า ปัญหาเด็กไม่กินผัก ไม่ได้เกิดจากตัวเด็กเอง แต่มักเกิดจากสิ่งแวดล้อม หรือประสบการณ์ที่ไม่ดี ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถที่จะร่วมมือในการปรับปรุงเมนูอาหารและ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการชักชวนลูกให้รับประทานผักมากขึ้น และต้องลดความเครียดจริงจังมากเกินไป จะทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและยอมที่จะรับประทานผักมากขึ้นได้

ปัญหาลูกไม่กินผัก เกิดจากอะไร ทำอย่างไรดี