ชวนรู้จักโรคทางจิตเวชที่พบบ่อย

ปัจจุบันมีการเก็บสถิติพบว่าทั่วโลกมีจำนวนผู้ป่วยจิตเวชสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากภาวะกดดันทางสภาพเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงปัญหาภายในครอบครัว เราจึงควรรู้ว่าโรคทางจิตเวชโดยทั่วไปแล้วมีกี่อย่าง และมักมีอาการอย่างไรบ้าง เพื่อการสังเกตตัวเองและคนรอบข้าง หากพบความผิดปกติจะได้รีบดำเนินการรักษาอย่างรวดเร็ว

1.โรคแพนิค
อาการตื่นตระหนกหรืออาการแพนิคเป็นความหวาดกลัวที่มากกว่าปกติ ทำให้หัวใจบีบตัวแรงและเร็วกว่าปกติ เกิดภาวะใจสั่น บางรายจะรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก วิงเวียนจะเป็นลม มักเกิดกับคนที่เคยมีประสบการณ์เลวร้ายมาก่อน เช่น เคยติดอยู่ในลิฟท์ เคยอยู่ในเหตุการณ์สึนามิ ฯลฯ ทำให้เมื่อเจอเหตุการณ์คล้าย ๆ เดิมจะหวาดกลัวอย่างมาก จำเป็นต้องปรึกษาจิตแพทย์เพื่อรักษาอย่างถูกต้อง

2.โรคซึมเศร้า
อาการซึมเศร้าสามารถเกิดได้กับทุกคนแต่จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่เกิน 2 สัปดาห์หลังจากผิดหวังจากเรื่องบางอย่าง เช่น อกหัก สอบตก โดนไล่ออก ฯลฯ แต่หากมีอาการเบื่อหน่ายทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว รู้สึกขาดคุณค่าในตัวเอง ไม่มีเป้าหมายในชีวิต จนถึงอยากฆ่าตัวตายเพราะไม่รู้ว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร กรณีนี้คือกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้าที่ต้องรีบพบแพทย์โดยด่วน เพื่อได้รับยาปรับสารเคมีในสมองให้อาการทุเลาโดยเร็ว

3.โรคจิตเภท
อาการหูแว่วหรือประสาทหลอนเห็นภาพบางอย่าง แล้วเกิดการพูดคนเดียว หัวเราะคนเดียว ลักษณะนี้จะเข้าข่ายโรคจิตเภท โดยเฉพาะหากเป็นนานเกิน 6 เดือน จะทำให้รักษาได้ยาก บางคนจำเป็นต้องใช้ยารักษาไปตลอดชีวิต และจำเป็นต้องมีญาติใกล้ชิดคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา

4.โรคไบโพล่าร์
คนที่บางช่วงเวลาก็มีความเศร้าหดหู่ อยากเก็บตัวอยู่คนเดียว แต่บางช่วงเวลา ก็จะมีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ กระฉับกระเฉง สนุกสนานร่าเริง เหมือนเป็นคนละคน ทางการแพทย์เรียกว่าโรคไบโพล่าร์ เป็นอาการป่วยทางจิตที่จำเป็นต้องได้รับยาและพูดคุยกับนักจิตวิทยาเพื่อบำบัดอย่างต่อเนื่อง

5.โรคสมองเสื่อมหลงลืม
ภาวะหลงลืมนั้นอาจจะเกิดได้กับคนทั่วไปในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น ลืมว่าเอากุญแจไว้ที่ไหน หรือวางโทรศัพท์ไว้ที่ใด แต่เมื่ออายุมากขึ้นจะมีความเสื่อมของสมองด้านความจำมากขึ้น ทำให้เป็นโรคสมองเสื่อม บางรายลืมว่าบ้านตัวเองอยู่ที่ไหน บ้างก็หลงลืมลูกหลานของตัวเอง หรือจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้ ฯลฯ ทำให้มีผลเสียต่อสัมพันธภาพในครอบครัว และหากกลับบ้านไม่ถูกก็จะกลายเป็นคนเร่ร่อนได้

อาการป่วยทางจิต นอกจากเป็นผลเสียต่อตัวคนไข้เองแล้ว ยังกระทบต่อสัมพันธภาพกับคนรอบข้าง ถ้าเราไม่เรียนรู้เรื่องของตัวโรคไว้บ้าง อาจทำให้เราเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเพียงภาวะอารมณ์ชั่วคราว แล้วเกิดความโกรธเคืองกัน โดยที่หารู้ไม่ว่าเขากำลังเป็นคนป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านเห็นความสำคัญของโรคทางจิตเวชมากขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการดูแลตัวเองและคนรอบข้างต่อไป

แอปพลิเคชันช่วยในการเรียน ที่ต้องมีติดเครื่อง

คนชอบผลบอลก็ต้องมีแอพผลบอลสดติดเครื่อง คนรักการเรียนรู้ย่อมต้องมีแอพตัวช่วยเช่นกัน เมื่อก่อนตัวช่วยในการเรียนที่ดีที่สุดนั้นก็คงต้องไปห้องสมุดหรือซื้อหนังสือมาอ่าน แต่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคุณเพิ่มขึ้น ทำให้คุณแทบไม่ต้องไปห้องสมุดแล้ว เพราะสามารถค้นหาข้อมูลที่อยากรู้ได้ทางอินเทอร์เน็ต รวมทั้งยังมีการพัฒนาตัวช่วยอย่างแอปพลิเคชันอีกมากมาย ซึ่งทางผู้เขียนจึงได้รวบรวมแอปพลิเคชันตัวช่วยในการเรียนที่ต้องมีติดเครื่องเอาไว้ ดังนี้

QANDA

ความพิเศษของแอปพลิเคชันนี้คือสามารถถ่ายรูปสมการหรือโจทย์ในรายวิชาต่าง ๆ เพื่อหาคำตอบได้เลย แต่สำหรับโจทย์ปัญหาในบางข้อ บางวิชา เช่น ฟิสิกส์ เคมี ที่ถ่ายรูปแล้วไม่มีคำตอบ แอปพลิเคชันนี้ก็มีฟังก์ชันที่สามารถสอบถามกับอาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง โดยจะมีค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังมีฟังก์ชันที่สามารถเรียนออนไลน์ได้ฟรีอีกด้วย

ClearScanner

เมื่อก่อนจะสแกนงานส่งอาจารย์ทั้งทีต้องใช้เครื่องปริ้นท์ ถ้าไม่มีก็ต้องไปเสียเงินสแกนที่ร้าน ทำให้มีทั้งค่าใช้จ่าย และค่อนข้างใช้เวลานาน แต่ถ้ามีแอปพลิเคชันนี้จะทำให้คุณสามารถสแกนเอกสารส่งอาจารย์ได้อย่างคมชัดโดยไม่ต้องเสียเงิน อีกทั้งยังสามารถเลือกได้ว่าจะบันทึกเป็นไฟล์รูปภาพหรือไฟล์ PDF เป็นแอปพลิเคชันที่หากไม่มีจะพลาดมาก

Canva

ในบางครั้งคุณอาจต้องเตรียมนำเสนองาน แต่การทำ Presentation นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน ซึ่งความพิเศษของแอปพลิเคชัน Canva คือจะมี Template ให้เลือกเยอะ ลูกเล่นหลากหลาย มีมือถือเครื่องเดียวก็สามารถเนรมิตงานให้ออกมาดูดีได้ง่าย ๆ สะดวกและใช้เวลาในการทำน้อยมาก

TCASter

แอปพลิเคชันนี้เหมาะสำหรับนักเรียนวัยมัธยมปลายเป็นอย่างมาก เพราะแอปพลิเคชันนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับทุกมหาวิทยาลัย หากอยากรู้ว่ามหาวิทยาลัยที่อยากเข้าใช้คะแนนอะไรบ้าง มีเกณฑ์อย่างไร เหลือเวลาเตรียมตัวสอบอีกนานแค่ไหน แต่ละแห่งรับจำนวนนักเรียนเท่าไหร่ แอปพลิเคชันนี้ได้รวบรวมข้อมูลมาให้คุณทั้งหมดแล้ว

Kahoot

หากคุณไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่อยากทบทวนบทเรียน ควรโหลดแอปพลิเคชันนี้มาใช้มาก ๆ เพราะแอปพลิเคชันนี้เป็นการทบทวนบทเรียนในรูปแบบของเกมส์ มีให้เลือกหลายเรื่อง หลายวิชา แต่ถ้าอยากเพิ่มความสนุกขอแนะนำให้เล่นกันเป็นกลุ่ม แอปพลิเคชันนี้จะทำให้คุณจะได้รับทั้งความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และได้รับความรู้ไปพร้อม ๆ กัน

Clear-Notebook

แอปพลิเคชันนี้ได้รวบรวมเนื้อหาในแต่ละรายวิชาไว้หมดแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบแผนความคิด (Mind Mapping) ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ต้องการทบทวนเนื้อหาก่อนสอบหรือมีเวลาในการอ่านหนังสือน้อยนิด แต่ถ้าคุณมีเนื้อหาอะไรที่อยากแบ่งปันก็สามารถอัปโหลดลงไปได้เลย

ทั้งหมดนี้ก็เป็นแอปพลิเคชันที่หากคุณมีติดเครื่องเอาไว้จะช่วยทำให้การเรียนของคุณสะดวกสบายมากขึ้น และยังอาจช่วยเพิ่มคะแนนสอบให้คุณได้อีกด้วย

แชร์เทคนิค Work – Life Balance อย่างไรให้งานรุ่ง ชีวิตปัง

เชื่อว่าปัญหาใหญ่ที่คนทำงานหนักต้องเจอคือการใช้ชีวิตแบบขาด Work – Life Balance เพราะแต่ละวันเวลาชีวิตมักหมดไปกับการทำงาน จนส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ และแม้ว่า Work – Life Balance จะไม่ได้มีกฎตายตัวว่าต้องทำอย่างไร แต่อยากให้ลองติดตามเทคนิค Work – Life Balance แบบง่าย ๆ เพื่อการจัดการชีวิตให้สมดุล นอกจากช่วยให้งานรุ่งแล้ว สุขภาพยังดี แถมชีวิตยังปังอีกด้วย

เรียงลำดับความสำคัญของงาน
แม้การเรียงลำดับความสำคัญของงานจะเป็นเรื่องที่ควรทำจนเป็นนิสัย แต่สำหรับใครที่อยาก Work – Life Balance จำเป็นต้องให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นพิเศษ โดยทุกวันควรจดสิ่งที่ต้องทำและเรียงลำดับความสำคัญ จากนั้นจัดการงานที่สำคัญที่สุดหรืองานเร่งด่วนก่อนเสมอ เพื่อให้มีเวลาจัดการงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อในช่วงเย็น ตัดปัญหาเรื่องการทำงานดึกดื่นไปได้เลย

ตั้งชั่วโมงทำงาน
ปกติคนเราจะทำงานวันละประมาณ 8 ชั่วโมง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคนที่ต้องรับบทหนักอาจมีชั่วโมงทำงานมากกว่านั้น และแม้จะต้องทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรจำกัดชั่วโมงทำงานไว้เสมอ เช่น เวลาเลิกงาน คือ 6 โมงเย็น แต่หากวันใดปริมาณงานเยอะเป็นพิเศษอาจต่อเวลาทำงานอีก 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ตนเองได้พักผ่อน

บอกลาโซเชียลมีเดียบ้าง
ต้องยอมรับเลยว่าแต่ละวันคนเราใช้เวลาอยู่กับโซเชียลมีเดียค่อนข้างมาก แต่เพื่อการ Work – Life Balance อย่างมีประสิทธิภาพควรบอกลาโลกโซเชียลบ้าง หรืออาจจำกัดระยะเวลาเล่นโทรศัพท์มือถือ เช่น เล่นเฉพาะช่วงเช้าก่อนทำงานและช่วงเวลาพักกลางวัน เป็นต้น

แบ่งเวลาให้ตัวเองเสมอ
แม้ว่างานจะสำคัญมากเท่าไหร่ แต่อย่าลืมว่างานไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต เพราะฉะนั้นควรแบ่งเวลาให้ตนเองเสมอเพื่อทำในสิ่งที่ชอบ หากเป็นวันหยุดควรตัดเรื่องงานออกจากสมองและไปทำกิจกรรมสนุก ๆ เพื่อคลายเครียด หรือหลังจากเลิกงานแล้วอาจแวะซื้อของที่อยากได้หรือหาของกินอร่อย ๆ เพื่อไม่ให้เครียดมากเกินไป

ให้ความสำคัญกับการพักผ่อน
ไม่ว่าจะต้องรับบทหนักสักแค่ไหน แต่ควรให้ความสำคัญกับการพักผ่อนเสมอ เพราะหากร่างหายอ่อนเพลีย แน่นอนว่าในระยะยาวจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ นอกจากงานจะไม่เดินแล้ว สุขภาพร่างกายยังทรุดโทรมอีกด้วย นอกจากนี้อย่าลืมแบ่งเวลาออกกำลังกายและเลือกทานอาหารดีมีประโยชน์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งจากภายใน

ใครรู้ตัวว่าต้องรับบทหนักกับการทำงาน อย่าลืมจัดสมดุลชีวิตเสียใหม่ โดยนำหลักการ Work – Life Balance แบบง่าย ๆ นี้ไปปรับใช้ เพราะจะช่วยให้รับมือกับงานได้อย่างเป็นระเบียบและมีเวลาใช้ชีวิตในแบบที่ตนเองต้องการมากขึ้น เพียงเท่านี้สุขภาพกายและสุขภาพใจจะแข็งแกร่งไปพร้อมกัน รับรองว่าต้องมีความสุขในการใช้ชีวิตทุกวันอย่างแน่นอน

5 วิธีพิชิตความง่วงระหว่างขับรถ ง่วงแค่ไหนก็จัดการอยู่หมัด

หนึ่งในสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่มักเห็นออกข่าวบ่อย ๆ นั่นคือ การหลับใน ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที ถึงแม้ดูเป็นระยะเวลาสั้น ๆ แต่อาจก่อให้เกิดความสูญเสีย ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วอาการหลับในมักเกิดขึ้นกับผู้ที่ต้องขับรถทางไกล และสำหรับใครที่จำเป็นต้องเดินทางบ่อย ๆ ลองมาดู 5 วิธีพิชิตความง่วงระหว่างขับรถที่จะทำให้ห่างไกลจากอาการหลับในได้เป็นอย่างดี

1.ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น
วิธีที่หลายคนนิยมทำคือการใช้น้ำเย็นล้างหน้า เพราะความเย็นของน้ำจะทำให้ร่างกายตื่นตัวสดชื่น บอกลาอาการง่วงเพลียได้เป็นอย่างดี แต่หากไม่สะดวกแวะกลางทาง แนะนำให้ใช้กระติกน้ำเก็บความเย็น เพราะเพียงใส่น้ำแข็งและแช่ผ้าเย็นเอาไว้ก็สามารถหยิบมาใช้งานได้ตลอดทาง

2.แวะยืดเส้นยืดสาย
การยืดเส้นยืดสายถือเป็นอีกวิธีที่ทำให้ร่างกายตื่นตัวและแก้อาการง่วงระหว่างทาง ดังนั้น หากเริ่มรู้สึกว่าหาวบ่อย ๆ อ่อนเพลีย หรือไม่ค่อยมีสมาธิ แนะนำให้แวะปั๊มน้ำมัน เพื่อลงไปเดินยืดเส้นยืดสาย หรืออาจแวะล้างหน้า แนะนำให้แวะเป็นระยะ จนกว่าจะถึงจุดหมายเพื่อการขับขี่อย่างปลอดภัยไร้ความง่วง

3.เติมพลังด้วยเครื่องดื่มสดชื่น
ตัวช่วยดี ๆ ที่เพียงดื่มก็สดชื่นขึ้นทันตา แนะนำให้เลือกดื่มน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนที่ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว แต่สำหรับใครที่ชื่นชอบน้ำหวาน แนะนำให้เลี่ยงเมนูน้ำหวานหรือน้ำชงไปก่อน เพราะน้ำตาลในเครื่องดื่มอาจเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและง่วงมากกว่าเดิม

4.พูดคุยกับคนใกล้ตัว
ไหน ๆ ก็มีเพื่อนร่วมทางไปด้วยกันแล้วก็ใช้คนใกล้ตัวให้เป็นประโยชน์ โดยหากเริ่มมีอาการง่วงหรือเกรงว่าจะหลับใน ควรหันไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมทาง เพราะการพูดคุยเรื่องน่าสนใจจะทำให้มีสมาธิและอาการง่วงจะดีขึ้น แต่หากเดินทางคนเดียวให้ลองโทรศัพท์หาคนรู้จัก ที่สำคัญควรสนทนาผ่านหูฟังเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

5.ถ้าไม่ไหวให้หยุดขับ
หากลองทุกวิธีแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ นั่นแสดงว่าร่างกายอ่อนเพลียมากจากการขับรถติดต่อกันนาน ๆ หรือเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ ดังนั้น ควรแวะพักในสถานที่ปลอดภัย และงีบหลับสักประมาณ 20-30 นาที รับรองว่าตื่นขึ้นมาสดชื่นแน่นอน

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ใครที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ อย่าลืมนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ นอกจากนี้ หากรู้ตัวว่าต้องขับรถทางไกล แนะนำให้นอนครบ 8 ชั่วโมง และงดเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ที่สำคัญเวลาขับรถควรสังเกตด้วยว่าหาวบ่อยหรือไม่ ใจลอยหรือไม่ และจำได้หรือไม่ว่าระยะ 2-3 กิโลเมตรที่ขับผ่านมาเจออะไรบ้าง เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังง่วงและอ่อนเพลีย จนอาจทำให้เกิดอาการหลับในได้

หางานอย่างไรให้ได้งานในช่วงวิกฤตไวรัสโควิด-19

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาหรือโควิด-19 และเศรษฐกิจชะลอตัวตามมา บรรดาธุรกิจน้อยใหญ่ต่างปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเป็นการทำงานระยะไกลจากที่บ้าน ผู้ประกอบการพากันปลดคนลดตำแหน่งพนักงานกันเป็นแถว แล้วถ้าส่งเรซูเม่ไปสมัครงานตอนนี้จะมีที่ไหนว่าจ้าง ต้องทำอย่างไรบ้างจึงจะมีโอกาสได้งานในอนาคตอันใกล้ แม้ว่าโอกาสได้งานในช่วงนี้ไม่แน่นอน ลองปรับเปลี่ยนเทคนิคการสมัครงานตามคำแนะนำต่อไปนี้จะเพิ่มโอกาสหางานได้ง่ายขึ้น

สิ่งแรกที่ควรทำคือศึกษาตลาดงานว่ามีตำแหน่งไหนหรืออาชีพอะไรที่มีความต้องการมากขึ้นภายหลังได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสแพร่ระบาด บางครอบครัวอาจมีเด็กเล็กที่ต้องดูแลในระหว่างที่โรงเรียนหยุดระยะยาว หรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ ตลอดจนนักเรียนที่ต้องการครูสอนพิเศษเสริมทักษะเพิ่มเติมจากการเรียนออนไลน์ที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

การหางานเป็นเรื่องที่ท้าทายเสมอ ยิ่งเชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลกด้วยแล้ว หลายบริษัทได้รับผลกระทบอย่างมาก โอกาสที่จะได้งานครั้งต่อไปก็ยิ่งเป็นเรื่องยากมากขึ้น อยากได้งานทำก็ต้องค้นหาตำแหน่งงานว่างและเตรียมพร้อมสมัครงานอย่างกระตือรือร้น เพราะถึงแม้ตำแหน่งนั้นจะไม่มีการรับสมัครมาระยะหนึ่งแล้วแต่ไม่ได้หมายความจะไม่ต้องการพนักงานอีกในอีกหลายสัปดาห์หรือสองสามเดือนข้างหน้า ภาคธุรกิจหรืออุตสาหกรรมยังคงต้องการรายได้เพื่อให้อยู่รอด ตลาดยังต้องการผลิตสินค้าหรือบริการ ธุรกิจจำเป็นต้องก้าวเดินต่อไปและมีความต้องการแรงงานอยู่

หลายบริษัทใช้โซเชียลมีเดียเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์และรับสมัครงาน ลองตรวจสอบโซเชียลมีเดียเพื่อหาโอกาสในการทำงานในอนาคต หรือเข้าเว็บไซต์หางานและตั้งค่าบัญชีหางานให้ตรงกับตำแหน่งงานที่กำลังมองหาและทักษะของตนเอง มีระบบค้นหางานมากมายที่ใช้ประโยชน์เพื่อช่วยให้หางานได้สำเร็จ ฝึกตอบคำถามของผู้สัมภาษณ์เพื่อสร้างความมั่นใจและทำตามเป้าหมายหางานได้จริง

เมื่อเล็งบริษัทเป้าหมายไว้แล้ว พยายามค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท ความเป็นมา และเป้าหมายในอนาคตเพื่อสร้างความประทับใจในเชิงบวกมากขึ้นในระหว่างการสัมภาษณ์กับผู้มีโอกาสเป็นนายจ้างในอนาคต ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มหาข้อมูลจากที่ไหน ลองเข้าเว็บไซต์ของบริษัทและสอบถามพูดคุยกับพนักงานของบริษัท หรือติดตามดูข่าวล่าสุดจึงจะมีโอกาสได้รับการว่าจ้างงานง่ายขึ้น เน้นพูดคุยในหัวข้อที่แสดงความเชี่ยวชาญและความเป็นมืออาชีพ สำหรับวิธีการสัมภาษณ์งานอาจปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นการสัมภาษณ์ทางออนไลน์ โทรศัพท์สอบถาม การส่งข้อความ ควรเตรียมเทคโนโลยีให้พร้อมและสแตนด์บายให้ติดต่อได้ตลอดเวลา

อัปเดตข้อมูลสำคัญในจดหมายสมัครงานและประวัติย่อ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเอกสารเรียบเรียงมาอย่างดี อ่านง่าย ไม่มีข้อผิดพลาดในการสะกดและไวยากรณ์ ผู้จ้างงานอาจตรวจสอบผู้สมัครผ่านแหล่งข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งทางเฟซบุ๊กและสื่อสังคมออนไลน์ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าบัญชีของคุณจะทำให้นายจ้างประทับใจในศักยภาพ ระบุทักษะและคุณสมบัติที่ตรงกับความต้องการของบริษัท แม้ว่างานที่ได้ทำอาจเป็นเพียงระยะสั้น เพราะธุรกิจและอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของเชื้อไวรัส แต่ก็ยังคงถือว่าได้งานทำช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในระหว่างนี้ พร้อมกับมองหาโอกาสที่เหมาะสมและหน้าที่การงานที่ยั่งยืนต่อไป

แนะนำ 5 ประโยชน์ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

น้ำมันมะพร้าวมีมาช้านาน ภูมิปัญญาโบราณใส่ใจและค้นพบคุณสมบัติอันทรงคุณค่าของน้ำมะพร้าว และผสมผสานกลมกลืนจนกลายเป็นวิถีวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตของคนไทยมาแต่โบราณ ด้วยคุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าวที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก สามารถแทรกซึมทำความสะอาดผิวได้สะอาดลึกถึงรูขุมขน ช่วยกระชับผิวพรรณให้เต่งตึง และยังมีประโยชน์อื่น ๆ ที่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อน ดังนั้น วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ที่ใช้ได้กับหลายส่วนของร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า ประโยชน์ที่ว่านี้มีอะไรบ้างเราไปรู้จักพร้อม ๆ กันค่ะ

ประโยชน์ข้อที่ 1 ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์สมอง
การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า กรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เป็นกรดไขมันสายกลาง (medium chain fatty acid) ซึ่งมีประโยชน์ช่วยกระตุ้นการทำงานและกระบวนการรับรู้ต่าง ๆ ของสมองและยังช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

ประโยชน์ข้อที่ 2 ช่วยบำรุงรักษาเส้นผมให้นุ่มนวลมีน้ำหนักและดูเงางาม
หลายคนคงเคยได้ยินสูตรน้ำมันมะพร้าวหมักผม เพื่อให้ผมดกดำเงางาม นุ่มสลวยมีน้ำหนักจัดทรงง่าย และดูเป็นธรรมชาติ วิธีการใช้น้ำมันมะพร้าวเพียงหยดลงบนฝ่ามือเล็กน้อย ทาและนวดให้ทั่วหนังศีรษะในปริมาณที่เหมาะสม จากนั้นค่อย ๆ นวดเบา ๆ ไปตามเส้นผมจากโคนจรดปลายผม หาหมวกคลุมผมครอบทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วสระออก เพียงเท่านี้เส้นผมของคุณก็จะดูมีน้ำหนักสลวยเงางามน่ามองมากขึ้น แถมยังช่วยชลอผมหงอกได้ด้วย

ประโยชน์ข้อที่ 3 น้ำมันมะพร้าวสกัดช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันของร่างกาย
โภชนาการทางการแพทย์ระบุว่า น้ำมันมะพร้าวมี “ไขมันแคลอรีต่ำ” ช่วยลดความอยากอาหารทำให้อิ่มนานกว่าอาหารที่มีไขมันชนิดอื่น แถมยังมีแคลอรีน้อยกว่า จึงเป็นข้อดีสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมอาหารและโภชนาการเพื่อสุขภาพ เพราะกรดไขมันขนาดกลางในน้ำมันมะพร้าวจะถูกย่อยได้ง่าย เป็นกรดไขมันอิ่มตัว ไม่ถูกเติมออกซิเจนและไฮโดรเจนอันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอ้วนและโรคความจำเสื่อม ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย เมื่อไขมันจากน้ำมันมะพร้าวถูกนำไปใช้ได้ทั้งหมด ก็จะไม่มีเหลือสะสมในร่างกาย

ประโยชน์ข้อที่ 4 น้ำมันมะพร้าวสามารถเข้ากันได้กับอาหารและเครื่องดื่มหลายชนิด
คุณสมบัติดังกล่าวช่วยให้ เมนูแกงจืด โจ๊ก แม้แต่เครื่องดื่มประเภท น้ำส้ม น้ำผลไม้ กาแฟ โอวัลติน หรือชาก็ยังคงรสชาติเดิมที่คุณโปรดปราน แถมยังเพิ่มคุณค่าทางอาหารและความอร่อยมากขึ้น ที่สำคัญ เมื่อผ่านกระบวนการใช้ความร้อนในการปรุงอาหาร ก็ไม่เปลี่ยนเป็นไขมันทรานส์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ประโยชน์ข้อที่ 5 สามารถเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายในระยะยาว
กรดไขมันที่ชื่อว่า กรดลอริก มีอยู่ในน้ำมันมะพร้าวปริมาณสูงเทียบเท่าน้ำนมแม่ และจะเปลี่ยนเป็น โมโนลอริน ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส ยีสต์ หรือโปรโตซัว อีกทั้งยังช่วยขยายหลอดเลือด เพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตับอ่อนในการสร้างอินซูลิน ช่วยลดการเจริญเติบโตของเนื้องอก เป็นต้น เหล่านี้คือคุณสมบัติมหัศจรรย์ของน้ำมันมะพร้าวที่ทั่วโลกขนานนามว่า Tree Of Life

นอกจากนี้ น้ำมันมะพร้าวยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและลดอาการอักเสบ ผื่นแพ้ และคันตามผิวหนัง พร้อมปกป้องผิวจากรังสี UV ที่มากับแสงแดด ช่วยดูแลผิวหน้าให้เนียนนุ่มไม่แห้งกร้านอย่างได้ผลอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจึงมีประโยชน์ทั้งต่อผิวพรรณและส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

โรคหน้าร้อนที่พบบ่อย

ในช่วงฤดูร้อนของทุกปี ประมาณเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม จะเป็นช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคตามฤดูกาลหลายชนิด หากเราไม่เตรียมพร้อมและดูแลสุขภาพตัวเองและคนในครอบครัวให้ดี อาจทำให้เกิดความเจ็บป่วยและกระทบต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงานได้ เรามาดูกันว่ามีโรคอะไรบ้างที่ต้องระมัดระวัง

1.ผิวไหม้แดดและฝ้า
อาการผิวหนังอักเสบจากรังสียูวีจากแสงอาทิตย์ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยยิ่งขึ้นในระยะหลายปีมานี้ โดยเฉพาะผู้ที่สัมผัสกับแสงแดดโดยตรงในช่วงเวลากลางวันตั้งแต่ 10:00 น. ถึง 17:00 น. วิธีป้องกันคือ ทาครีมกันแดดเป็นประจำก่อนออกแดดครึ่งชั่วโมง และใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ร่มและหมวก เมื่ออยู่กลางแจ้งเสมอ

มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาที่ตามมาคือ ผิวหนังอักเสบ มีความหมองคล้ำ และเป็นฝ้ากระ ซึ่งต้องใช้เวลาในการรักษาหลายเดือน หากผิวหนังไหม้แดดมาก อาจนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็งผิวหนังในอนาคตได้ด้วย

2.โรคลมแดด
ประเทศไทยถือว่าเป็นเมืองร้อน ไม่ควรยืนทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานานเกินไปในช่วงฤดูร้อน เช่น งานเกษตรกรรม ก่อสร้าง ออกกำลังกายกลางแจ้ง ฯลฯ เพราะอาจเกิดภาวะลมแดดหรือฮีทสโตรกได้ ปัญหานี้เป็นเรื่องที่เคยเป็นข่าวอยู่หลายครั้ง เนื่องจากภาวะความร้อนรอบตัวที่สูงจนทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนมากกว่า 40 องศาเซลเซียส

ทำให้เกิดอาการสูญเสียน้ำจากร่างกายอย่างรวดเร็ว จะมีอาการวิงเวียน ปวดหัว หายใจเร็ว อาเจียนและชักหมดสติได้ ดังนั้น ในช่วงฤดูร้อนควรดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิร้อนจัด

3.ผดผื่นผิวหนัง
อาการผดผื่นนั้นพบได้กับคนที่ผิวแพ้ง่าย โดยเฉพาะอาการแพ้เหงื่อตัวเอง ที่จะทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน แดงคันที่บริเวณข้อพับ เช่น รักแร้ ข้อพับแขนขา โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ผิวบอบบาง หากเหงื่อออกจะมีอาการมาก

ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายและผู้ปกครองที่มีบุตรหลานวัยเล็ก จึงต้องสังเกตความผิดปกติบนผิวหนัง และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีความร้อนชื้นด้วย

4.อาหารเป็นพิษ
ในช่วงหน้าร้อน แมลงวันจะขยายพันธุ์มากขึ้น อาหารที่จะรับประทานทุกมื้อ จึงต้องปรุงให้สุกและทำใหม่ ๆ จะปลอดภัยกว่าการรับประทานอาหารค้างเก่า หรืออย่างน้อยก็ต้องนำไปเข้าไมโครเวฟให้นานเพียงพอ เพื่อให้ความร้อนฆ่าเชื้อโรค

มิฉะนั้น จะเสี่ยงอย่างยิ่งต่อภาวะอาหารเป็นพิษ ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ฯลฯ หากสูญเสียน้ำและเกลือแร่มาก อาจเป็นลม ชัก หมดสติ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้

ในช่วงฤดูร้อน เราต้องระมัดระวังปัญหาสุขภาพหลายด้าน ด้วยการใส่ใจความสดใหม่สะอาดของอาหาร การดื่มน้ำเพื่อชดเชยการสูญเสียเกลือแร่ให้เพียงพอ สวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสม พกพาอุปกรณ์ป้องกันความร้อนและรังสีจากแสงแดด จะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวข้างต้นได้

ปักหมุด 5 อาชีพเสริมเพิ่มรายได้จากงานประจำในยุคสังคมออนไลน์เฟื่องฟู

ในยุคที่โลกออนไลน์เฟื่องฟูและตื่นตัวเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของทุกคน ผู้คนในยุคนี้จึงใช้โอกาสที่เทรนด์ออนไลน์กำลังมาแรง ช่วยเพิ่มรายได้ในกระเป๋าเงินเพิ่มเติมจากการทำงานประจำซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหตุการณ์โควิด – 19 ที่ส่งผลกระทบตลอดปี 2563 ยิ่งสอนให้รู้ว่าการมีอาชีพเดียวไม่สามารถอยู่รอดได้ในปัจจุบัน วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 5 อาชีพเสริมที่ใคร ๆ ก็ทำได้ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้มีเหลือเก็บเหลือใช้กัน

1.ขายของออนไลน์ นับเป็นอาชีพเสริมอันดับแรก ๆ ที่คนนึกถึง เพราะเป็นช่องทางในการเพิ่มรายได้ที่ง่ายที่สุด ในเมื่อทุกคนทุกช่วงวัยติดตาม Social Network อยู่แล้ว แถมอะไร ๆ ก็ขายได้หากมีความน่าสนใจและวิธีการขายที่น่าจดจำ เหล่าแม่ค้าพ่อค้าออนไลน์จึงผุดขึ้นมาในโลกโซเชียลกันจำนวนมาก

2.ส่งอาหาร Delivery เป็นอีกหนึ่งอาชีพเสริมที่น่าสนใจสำหรับคนที่มีรถมอเตอร์ไซด์ เพราะแทนที่จะจอดทิ้งไว้นิ่ง ๆ ให้เสียของ เอามาใช้ขับเพื่อส่งอาหารในยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่เน้นการหยุดเชื้อเพื่อชาติ ก็มีโอกาสในการสร้างรายได้เสริมให้ตัวเองได้มากกว่า เพียงแค่มีมือถือกับสมัครผ่านแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการ แค่นี้ก็เห็นโอกาสสร้างรายได้กันง่าย ๆ แล้ว

3.เขียนนิยายออนไลน์ ใครที่ชอบการเขียนเป็นชีวิตจิตใจก็อย่าเก็บจินตนาการของเราเอาไว้แค่คนเดียว สู้ปลดปล่อยจินตนาการผ่านแอปพลิเคชัน ลงขายแบบเป็นตอน ๆ หารายได้จะดีกว่า เผลอ ๆ หากนิยายของเราเป็นที่ถูกใจในหมู่นักอ่าน เราสามารถรวบรวมเป็นรูปเล่มเพื่อผลิตขายเองหรือส่งสำนักพิมพ์ให้ได้รายได้ต่อที่สามได้อีกต่างหาก

4.รับเขียนรีวิวสินค้า เป็นอาชีพเสริมที่น่าสนใจแถมยังเพิ่มรายได้เข้ากระเป๋าได้ตลอดเวลาในเมื่อสินค้าบนโลกนี้มีมากมายให้ได้รีวิวกัน ขอแค่มีเทคนิคในการเขียนและมีไอเดียในการนำเสนองานรีวิวในแบบฉบับของตัวเอง เผลอ ๆ จะถูกจ้างงานจนแทบจะเขียนกันไม่ไหวเลยทีเดียว

5.ทำอาหารคลีน Delivery สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการทำอาหาร อย่ารอช้าที่จะนำเสนออาหารรสเลิศส่งตามบ้าน ยิ่งตอนนี้เทรนด์สุขภาพกำลังมาแรง แถมผู้รักการรับประทานอาหารคลีนยังหามาลิ้มลองได้ลำบาก นี่นับเป็นโอกาสดีในการหารายได้เสริมอีกทางหนึ่ง แค่ใช้ฝีมือทำอาหารกับการถ่ายภาพสวย ๆ โปรโมททางออนไลน์แค่นั้นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างกับอาชีพเสริมออนไลน์ที่เราปักหมุดเอาไว้ให้ รับรองไว้ว่าคนที่ขยันและรักการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ การประกอบกิจกรรมดังกล่าวข้างต้นที่กล่าวมานั้น นอกจากจะได้รับความเพลิดเพลิน ฝึกฝนการใช้สื่อโซเชียลแล้ว ยังสามารถหารายได้เพิ่มเติมได้อีกทางหนึ่งด้วย

รู้หรือไม่ เมื่อไรควรเปลี่ยนหน้ากากป้องกัน COVID-19

หน้ากากอนามัยเป็นเครื่องมือดีที่สุดในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่การสวมหน้ากากอนามัยเป็นเหมือนดาบสองคมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้งที่มีความต้องการใช้งานจำนวนมากส่งผลให้เกิดขยะไมโครพลาสติกจำนวนมหาศาลที่การจำกัดเป็นสาเหตุของมลพิษ รวมถึงมลพิษทางทะเลด้วย หน้ากากผ้าที่ใช้ซ้ำได้ถือเป็นตัวเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า แต่จึงมีประสิทธิภาพน้อยกว่าเมื่อซักสวมซ้ำไปหลายครั้งแล้วทำให้ผืนผ้าบางลง กรองละอองทางเดินหายใจได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงปิดกั้นไวรัสได้น้อยลงและควรโยนทิ้งได้แล้ว

จะรู้ได้อย่างไรว่าหน้ากากผ้าด้อยคุณภาพลงแล้ว และปกป้องตัวคุณเองให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อไวรัสไม่ได้อีกต่อไป เราสังเกตได้จากสัญญาณเตือนต่อไปนี้

1.สายรัดหลวมหมดแล้ว หน้ากากผ้าส่วนใหญ่ใช้ยางยืดเป็นห่วงคล้องหู ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ควรระวัง เพราะการเสื่อมสภาพทำให้หน้ากากไม่รัดแน่นพอดีกับใต้คาง รอบจมูกและแก้ม ตำแหน่งที่เหมาะสมไม่ควรมีช่องว่างเลย การเสื่อมสภาพมักจะเกิดจากการซักในเครื่องซักผ้าหรือใส่ในเครื่องอบผ้าที่มีความร้อนสูงหรือแม้แต่การรีดผ้าก็ควรเว้นไม่สัมผัสโดนส่วนยางยืด หากสวมหน้ากากมาระยะหนึ่งแล้ว ยางยืดเริ่มคลายตัวสวมไม่กระชับพอดี แนะนำว่าต้องหยุดใช้ทันทีหรือเปลี่ยนยางยืดที่เสื่อมสภาพ เพราะเสี่ยงทำให้ตัวเองและผู้อื่นตกอยู่ในอันตรายจากไวรัสโควิด-19

2.หน้ากากมีรอยฉีกขาดหรือรูรั่ว หากสังเกตเห็นรอยชำรุดควรเลิกใช้ทันที หากผลิตภัณฑ์ไม่ได้ระบุไว้เป็นพิเศษว่าซักด้วยเครื่องได้ ควรซักด้วยมือแล้วตากให้แห้ง หรือซื้อถุงตาข่ายสำหรับซักผ้าซึ่งช่วยป้องกันเนื้อผ้าที่บอบบางฉีกขาด

3.หน้ากากเป็นคราบ ไม่ว่าคราบสกปรกจะเกิดจากกาแฟหกหรือเลอะเครื่องสำอาง ต่างเป็นสัญญาณว่าหน้ากากเสื่อมสภาพ หน้ากากไม่ควรเปียกชื้นเพราะไม่สามารถป้องกันจากไวรัสได้จริง แนะนำให้ซักให้สะอาดและตากแห้งก่อนนำกลับมาใช้ หน้ากากที่เปื้อนอาจหมายถึงถูกใช้มากเกินไปและจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่

4.เนื้อผ้าบาง หน้ากากผ้าบางลงหลังจากซักใช้งานครั้งแล้วครั้งเล่าและไม่ช่วยป้องกันเชื้อไวรัสแล้ว สังเกตได้ว่าเนื้อผ้ายืดออกและรูบนเนื้อผ้าห่างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แนะนำวิธีง่าย ๆ ทดสอบความหนาของหน้ากากดังต่อไปนี้

  • สวมหน้ากากแล้วลองเป่าเทียน ถ้าเปลวไฟดับลงแสดงว่าผ้าบางเกินไป
  • ถือหน้ากากส่องกับแสงแดด ถ้ามองผ่านไปได้แสดงว่าผ้าบางเกินไปเช่นกัน
  • เป่าลมผ่านหน้ากากในช่วงที่อากาศเย็น ถ้าเห็นละอองลมหายใจแสดงว่าผ้าบางเกินไป

5.ซักแล้วใช้มากกว่า 30 ครั้ง ไม่ว่าจะถนอมขนาดไหน หากซักบ่อยครั้งก็จะทำให้เส้นใยของผ้าบางชนิดยืดออก เสียรูปและไม่ยืดหยุ่นเหมือนเดิม แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงก็ตาม หน้ากากจะหมดอายุหลังจากการซักล้างหลายครั้ง

มาเริ่มตรวจสอบหน้ากากผ้าที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ว่ามีผืนไหนหมดสภาพแล้วบ้าง เพื่อสุขภาพของคุณเองและคนรอบข้าง

ปัญหาของการใช้สื่อออนไลน์ในยุคปัจจุบัน

ปัจจุบันเทคโนโลยีและการสื่อสารออนไลน์อยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ เนื่องจากมีระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมีสัญญาณแรงให้บริการทั่วไป และราคาของอุปกรณ์เทคโนโลยีอุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ ที่ถูกลงอย่างมาก ทั้งโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากความสะดวกสบายแล้ว ก็ทำให้มีปัญหาจากการใช้สื่อออนไลน์ได้เช่นกัน ดังนี้

1.เกิดการเสพสื่อทางด้านลบมากเกินไป
หากเสพข้อมูลข่าวสารที่มีการใช้ถ้อยคำหยาบคาย เหยียดเพศ ศาสนา เชื้อชาติมากเกินไป จะกระทบต่อความมั่นใจในตัวเอง เกิดปมด้อยในการเข้าสังคม หรือเก็บกดกลายเป็นโรคซึมเศร้า โรคเครียดและวิตกกังวลได้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่จิตใจหวั่นไหวได้ง่ายกับการถูกตำหนิจากสังคมเพื่อนในวัยเดียวกัน

2.เกิดโรคจากการเทคโนโลยีมากเกินไป
ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น การใช้สายตาจ้องมองจอโทรศัพท์นาน ๆ จะทำให้ทั้งความเสี่ยงเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมและสายตาสั้น มีอาการปวดหัวไมเกรนจากการเพ่งต่อเนื่องยาวนาน ปัญหาของกล้ามเนื้อที่เรียกว่าโรคออฟฟิศซินโดรม ที่มีอาการตั้งแต่ปวดนิ้วมือ ข้อมือ ไหล่ หลัง ซึ่งต้องใช้ยาและแก้ไขด้วยการปรับเปลี่ยนท่าทางยืดเส้นยืดสายเป็นระยะ หรือหากมีอาการมากก็ต้องผ่าตัดด้วย

3.แพร่กระจายข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง
การส่งต่อข่าวสารที่ไม่เป็นความจริงส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างรวดเร็ว เสื่อมเสียทั้งเสียชื่อเสียงของบุคคลหรือสร้างความขัดแย้งในสังคมได้ ดังนั้น หากไม่ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน อาจกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มมิจฉาชีพในการหาผลประโยชน์เข้าตัวเองได้ หรืออาจถูกฟ้องร้องเป็นคดีความได้หากเจ้าของเรื่องแจ้งความดำเนินคดีในชั้นศาล ซึ่งต้องเสียค่าปรับหรือมีโทษถึงขั้นจำคุก

4.ถูกโจรกรรมข้อมูลได้
หากเข้าใช้บริการเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่มีเจตนาร้ายแอบแฝงอยากถูกโจรกรรมข้อมูล เช่น ข้อมูลบนบัตรประชาชน บัตรเครดิต วันเดือนปีเกิด ซึ่งอาจตามมาด้วยการมีเบอร์บุคคลแปลกหน้าโทรศัพท์มาขายสินค้า ก่อกวนหรือชักชวนให้ทำกิจกรรมบางอย่างที่นำมาซึ่งการเสียทรัพย์ได้

5.ทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนลดน้อยลง
ตรงกับคำที่ว่าปัจจุบันเป็นสังคมก้มหน้าคือ แต่ละคนจะก้มมองที่โทรศัพท์มือถือ เพื่อพิมพ์ข้อความ อ่านข่าว ดูหนัง ฟังเพลง อ่านนิยายออนไลน์ ฯลฯ จนแทบจะไม่ได้คุยปรึกษาสารทุกข์สุขดิบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยตรงเลย ทำให้ทักษะการเข้าสังคมแย่ลง และหากเสพติดสื่อออนไลน์ตั้งแต่อายุน้อยก็จะทำให้เกิดพฤติกรรมแปลกแยก มีโลกส่วนตัวสูง ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้

จะเห็นได้ว่า การใช้สื่อเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลร้ายหลายด้านได้ ทั้งระดับตัวบุคคลและสังคม เราจึงควรบริหารจัดการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้ขอบเขต เพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมา