เรื่องจริง คนชอบสระผมแล้วรีบนอนต้องรู้

เรื่องจริง คนชอบสระผมแล้วรีบนอนต้องรู้

ปัจจุบันคนจำนวนมากนิยมสระผมก่อนนอนมากกว่าเวลาเช้า เพราะความเร่งรีบไปทำงาน ซึ่งมีการเก็บข้อมูลทางการแพทย์พบว่าจะสร้างปัญหาต่อระบบร่างกายหลายส่วนในระยะยาว เรามาดูกันว่า ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่คนชอบสระผมแล้วรีบเข้านอนควรรู้ มีอะไรบ้าง

  1. ทำให้ติดเชื้อราบนหนังศีรษะง่าย

การสระผมในช่วงเวลากลางคืน ถ้าไม่ใช้พัดลมหรือไดร์เป่าให้ผมแห้งสนิทก่อนนอน จะทำให้มีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะติดเชื้อราบนหนังศีรษะ เนื่องจากเชื้อรากับความชื้นเป็นของคู่กัน ความอับชื้นที่เกิดขึ้นบนหนังศีรษะบ่อยครั้ง จะทำให้เกิดอาการกลากเกลื้อนบนหนังศีรษะ อันเป็นต้นเหตุของรังแค คันและหนังศีรษะหลุดลอกเป็นเกล็ด นอกจากส่งผลต่อบุคลิกภาพแล้ว ยังทำให้ต้องใช้ยารับประทานและยาหมักฟอกผมสูตรฆ่าเชื้อราอีกนานหลายเดือนด้วย

  1. ทําให้รากผมอ่อนแอร่วงง่าย

การมีความชื้นอยู่ที่หนังศีรษะนานในช่วงเวลานอนหลายชั่วโมง จะส่งผลให้รากผมไม่แข็งแรง ผมร่วงง่าย การที่เส้นผมบางจะทำให้คุณดูแก่กว่าวัยด้วย หากตื่นนอนขึ้นมาแล้วคุณสังเกตว่ามีเส้นผมขาดหลุดร่วงอยู่บนปลอกหมอนและที่นอนจำนวนมากกว่าปกติ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น เปลี่ยนเวลาการสระผมและเช็ดผมให้แห้งสนิท หากไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางด้านเส้นผมและหนังศีรษะ

  1. ติดเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังง่าย

การที่เรานอนบนหมอนโดยที่ผมยังเปียกชื้น จะมีการสะสมของเชื้อโรคบนเครื่องนอนได้มากกว่าปกติ เพราะในแต่ละคืนจะมีเซลล์เก่าที่หลุดลอกจากหนังศีรษะ รากผม ผิวหนัง ขี้ไคล ฯลฯ ที่ไปรวมกันบนปลอกหมอน ผ้าห่มและที่นอน จึงเกิดการเติบโตของแบคทีเรียชนิดร้าย ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการแพ้คันผิวหนัง เป็นสิว เกิดตุ่มผดผื่น บริเวณใบหน้าและลำคอ ไหล่หลังได้ง่ายด้วย

  1. เป็นหวัดหรือปวดหัวง่าย

การไม่เช็ดผมให้แห้งสนิทก่อนนอน จะทำให้อุณหภูมิของร่างกายมีความแตกต่างกันในบริเวณหนังศีรษะและอุณหภูมิร่างกายส่วนที่เหลือ จึงทำให้ระบบของร่างกายต้องทำงานหนักในการปรับสมดุล มีการหดตัวของเส้นเลือดที่ศีรษะ ทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอในการต่อสู้กับเชื้อโรค จึงทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นหวัด และมีอาการปวดหัวโดยไม่ทราบสาเหตุได้บ่อย ๆ

จะเห็นได้ว่า มีหลายอย่างที่อาจตามมาได้ หากคุณชอบสระผมตอนกลางคืน แล้วไม่ได้เช็ดผมให้แห้งสนิท ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยละเลยการดูแลตัวเองในประเด็นนี้ไป เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของรายละเอียดในชีวิตประจำวัน เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้มากที่สุด

เรื่องควรทำก่อนนอน เพื่อการนอนหลับอย่างมีความสุข

เรื่องควรทำก่อนนอน เพื่อการนอนหลับอย่างมีความสุข

โดยปกติแล้วร่างกายของมนุษย์เราควรได้รับการพักผ่อนอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมง เป็นอย่างต่ำ เพื่อร่างกายที่มีความพร้อมสำหรับทำกิจกรรมในวันถัดไป ที่สำคัญ การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยทำให้การทำงานของระบบประสาทและสมองมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย

แต่เชื่อได้ว่าการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ กว่าจะหลับตานอนลงได้ในแต่ละคืนนั้น ต้องหาโน่นหานี่ทำก่อนนอนเป็นแน่ และก็มักจะทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าตาจะเปิดไม่ขึ้นจึงจะยอมนอนลงได้ เช่น การเล่นโทรศัพท์ การดูทีวี เป็นต้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะเป็นตัวบ่อนทำลายสุขภาพกายและหัวสมองให้เสื่อมลงในทุก ๆ วัน เช่นนั้นแล้วหากไม่อยากให้หัวสมองเสื่อมหรือร่างกายทรุดโทรมก่อนวัยอันควร ควรทำสิ่งเหล่านี้ก่อนนอน ได้แก่

1. ทำหัวสมองให้ว่างเปล่า

ตราบใดที่หัวสมองยังมีเรื่องให้ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาแล้วล่ะก็ ดวงตาไม่มีทางที่จะยอมปิดลงอย่างง่ายเป็นแน่ คนส่วนใหญ่มักจะเอาเรื่องงานมานอนคิดก่อนเข้านอน นอกจากจะทำให้คิดอะไรไม่ออกแล้วยังเสียเวลานอนไปโดยเปล่าประโยชน์ ควรตัดความคิดกังวลทุกอย่างออกจากสมอง เพื่อให้หัวสมองได้รับการพักผ่อนเสียบ้าง

2. ปิดไฟให้ดับสนิท

การมีแสงสว่างส่องมาที่ดวงตาในขณะที่ต้องหลับพักผ่อนนั้น ถือเป็นการรบกวนโสตประสาทหรือประสาทสัมผัสของร่างกายเป็นอย่างมาก และจะยิ่งทำให้การนอนหลับเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้น ควรปิดไฟให้ดับสนิทและควรเปิดหน้าต่างให้เกิดการถ่ายเท ห้องที่มืดและอากาศที่หายใจสะดวกจะช่วยทำให้การนอนหลับเป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้น

3. ห่างไกลจากโทรศัพท์มือถือ

คงจะเคยได้ยินถึงข้อห้ามไม่ให้นำเอาโทรศัพท์มือถือวางไว้ใกล้ตัวเวลานอนหลับ เพราะถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใช้งานแต่โทรศัพท์จะต้องมีการส่งคลื่นสัญญาณอยู่ตลอดเวลา และร่างกายก็จะดูดซับคลื่นสัญญาณนั้นจากโทรศัพท์มือถือ ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท จึงควรนำออกไปไว้ให้ห่างไกลที่สุดหรือไว้นอกห้องได้เลยยิ่งดี เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและไม่ดูดซับสารอันตรายเข้าไปในขณะที่นอนหลับ

4. นั่งสมาธิ

อาจจะดูเป็นกิจกรรมก่อนนอนที่เป็นเรื่องยากของใครหลายคน ทั้งที่มันสามารถทำได้แบบแสนง่าย การนั่งสมาธิก่อนนอนจะช่วยทำให้จิตใจสงบมากยิ่งขึ้น มีสติในการคิดพิจารณาไตร่ตรองอะไรได้ง่ายขึ้นและเมื่อจิตสงบแล้วก็จะทำให้การนอนหลับไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ปัญหาการนอนไม่หลับในเวลากลางคืน และการไม่อยากตื่นในตอนเช้าน่าจะยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคนที่ยังไม่สามารถหาทางแก้ไขได้ อาจจะด้วยเหตุปัจจัยอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ลองปรับเปลี่ยนวิธีการและแนวทางปฏิบัติดูบ้าง รับรองว่าจะทำให้การนอนหลับในเวลากลางคืนกลายเป็นเรื่องง่าย

3 สหายฝ่าวิกฤต สุดยอดเมนูสร้างสรรค์

3 สหายฝ่าวิกฤต สุดยอดเมนูสร้างสรรค์

พูดถึงของกินซึ่งแทบจะทุกบ้านต้องมีติดไว้ในตู้กับข้าวได้แก่ ไข่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และปลากระป๋อง เป็น 3 สหาย สู้ชีวิตที่มีอยู่คู่ครัวไทยมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของ COVID -19 ที่กำลังลุกลามไปทั่วทุกมุมโลก แม้แต่ในถุงยังชีพที่หลายหน่วยงานนำมาแจกจ่ายให้กับประชาชนผู้เดือดร้อน ตลอดจนตู้ปันสุขในชุมชนต่าง ๆ ก็ไม่เคยขาดแคลนเจ้าสามสหายที่ว่านี้ ส่วนจะนำไปปรุงเป็นเมนูอะไรนั้นก็สุดแท้แต่ความชอบ สำหรับเมนูยอดนิยมที่เรียกได้ว่ากินกันมาตั้งแต่เล็กจนกระทั่งโตคงหนีไม่พ้น เมนูสารพัดไข่ ทั้งไข่ดาว ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่ลวก ไข่เจียว ไข่เจี๋ยน ฯลฯ สร้างสรรค์กันไปตามความถนัด แต่สำหรับวันนี้เรามีสุดยอดเมนูสร้างสรรค์ จาก 3 สหาย ไข่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และปลากระป๋อง ที่ร่วมฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกันมาแนะนำ พร้อมด้วยเรื่องราวน่ารู้ของสารอาหารที่มีอยู่ในเมนูเหล่านี้ด้วย

  • เมนูที่ 1 ยำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปลากระป๋อง เป็นการเติมความกรุบกรอบลงในความแซ่บได้อย่างลงตัว
  • เมนูที่ 2 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไข่ตุ๋นปลากระป๋อง
  • เมนูที่ 3 ราดหน้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปลากระป๋อง
  • เมนูที่ 4 ข้าวไข่ข้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปลากระป๋อง

ซึ่งเป็นเมนูที่หลายคนค้นพบความอร่อยแบบลงตัวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ที่สำคัญในแต่ละเมนูสามารถดัดแปลงส่วนผสม เช่น ผัก สมุนไพรและเครื่องปรุงอื่น ๆ ได้ตามชอบใจ โดยเลือกซื้อในตลาดนัดชุมชนใกล้บ้าน หรือแม้แต่ในกระถางหรือเรือนเพาะชำภายที่ปลูกไว้ภายในบ้านก็สะดวกดี

ในสมัยโบราณอาหารไทยนั้น ขึ้นชื่อเรื่องการใช้เครื่องแกงและสมุนไพรพื้นบ้านในการชูรส จึงไม่แปลกใจที่คนไทยในอดีตจึงมีอายุยืนยาวโดยไม่ต้องพึ่งพายารักษาโรคให้หมดเปลืองเงิน อย่างเช่น เมนูแกงเลียง ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินจากผักสดที่นำมาประกอบอาหาร เช่น ฟักทอง ช่วยบำรุงสายตา บวบ บำรุงหัวใจ แก้ร้อนใน และมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ส่วนเห็ด มีสาร Vovatoxin ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของไวรัสสาเหตุของไข้หวัดใหญ่ และช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ใบแมงลัก ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ตำลึง แก้ไข้ บำรุงสายตา และรักษาโรคผิวหนัง พริกไทย ช่วยย่อยอาหาร ขับลม ขับเหงื่อ และบรรเทาความร้อนในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีสารอาหารสำคัญเช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก ไ เบอร์ และวิตามินต่าง ๆ อีกมากมาย สรรพคุณเหล่านี้ ช่วยบำรุงเลือดและกระตุ้นน้ำนมให้กับคุณแม่หลังคลอดได้เป็นอย่างดี ส่วนสารอาหาร ที่มีอยู่ใน 3 สหายฝ่าวิกฤตก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น

สหายแรก ไข่ อุดมไปด้วยโปรตีน สังกะสีวิตามิน A, D, E และ B12 อีกทั้งยังให้พลังงานน้อยและมีธาตุเหล็กช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง สามารถช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงให้เป็นไปอย่างปกติ สารแคโรทีนอยด์ที่สำคัญต่อสุขภาพดวงตาอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยป้องกันร่างกายจากสารอนุมูลอิสระ และลดความเสี่ยงการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำให้ดียิ่งขึ้น

สหายที่สอง บะหมี่สำเร็จรูป นอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรตและผลปรุงรสแล้ว ยังมีการเพิ่มสารอาหารจำพวก ไอโอดีน เหล็ก และวิตามินเอลงไป เพื่อเพิ่มคุณค่าสารอาหารแก่ผู้บริโภคมากขึ้น

ส่วนสหายที่ 3 ปลากระป๋อง ใช้วัตถุดิบสำคัญ คือปลาทะเล แม้ว่าจะมีคุณค่าทางอาหารสูง และมีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพกระดูกหลากหลายชนิด แต่หากรับประทานมากไปก็จะสร้างความเป็นกรดให้กับเลือดได้ ส่วนมะเขือเทศในปลากระป๋อง มีสารไลโคปีน ที่มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบในร่างกาย

ทั้งนี้ เมนูสหาย 1-2 ก็มีปริมาณเกลือโซเดียมสะสมอยู่ในปริมาณที่สูงพอสมควร จึงต้องกินแต่น้อย ๆ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคไต ต้องหลีกเลี่ยง

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะชื่นชอบเมนูไหน ๆ สิ่งสำคัญก่อนนำไปปรุงรับประทาน ควรคำนึงถึงสารอาหารข้อดีข้อเสียและข้อควรระวังต่าง ๆ และไม่รับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไป เพียงเท่านี้คุณก็จะได้รับประโยชน์ดี ๆ จากสุดยอดเมนูสร้างสรรค์ที่ว่านี้แล้ว

ดูแลผิวพรรณอย่างไร ให้สวยสดใสยาวนาน 2020

ดูแลผิวพรรณอย่างไร ให้สวยสดใสยาวนาน 2020

การดูแลผิวพรรณเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ นอกจากช่วยเสริมความมั่นใจในตัวเองให้มากขึ้นแล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จกับงานหน้ากล้อง เช่น เป็นยูทูบเบอร์ นักรีวิวสินค้าด้านความงาม ได้ไม่ยาก เรามาดูกันว่า เทคนิคในการดูแลผิวพรรณให้สวยและอ่อนเยาว์อยู่เสมอที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำไว้ มีอะไรบ้าง

1. รับประทานคอลลาเจนสกัดเป็นประจำ
คอลลาเจนถือว่าเป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่ปลอดภัยสูง โดยส่วนใหญ่ที่จำหน่ายในท้องตลาดมักทำจากเนื้อปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งได้ผ่านกระบวนการย่อยให้กลายเป็นกรดอะมิโนขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการถูกดูดซึมเข้าในร่างกาย ไปออกฤทธิ์ชดเชยคอลลาเจนใต้ผิวหนังที่มักมีการสูญเสียหรือหย่อนคล้อยไปตามอายุที่มากขึ้น ซึ่งมักจะเป็นกับคนที่อายุ 30 ปีขึ้นไป  ทั้งนี้ การรับประทานคอลลาเจนที่ต้องการหวังผลลัพธ์ที่ชัดเจน จะต้องรับประทานต่อเนื่องอย่างน้อย 2 เดือนขึ้นไปด้วย

2. บำรุงผิวหน้าด้วยครีมทาผิวที่ดี
ครีมที่มีจำหน่ายในท้องตลาดอยู่หลายชนิด ทั้งนี้ ผู้หญิงไทยกว่า 80% มักมีปัญหาผิวมันหรือผิวผสมร่วมกับริ้วรอยเมื่ออายุมากขึ้น จึงต้องเน้นเลือกสูตรที่มีฉลากเขียนว่า ลดริ้วรอย หรือ anti-wrinkle คู่กับการใช้ครีมสูตรบำรุงเฉพาะด้าน ที่มีสรรพคุณต่าง ๆ เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

เช่น สูตรช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง จะเป็นสูตรที่มีคำว่า ไฮโดร ที่หมายถึง การเติมน้ำให้กับผิว ส่วนคนที่มีปัญหาผิวมันง่าย ก็ต้องเลือกใช้สูตรคุมความมันหรือ oil control เมื่อใช้ต่อเนื่องจะช่วยปรับสมดุลผิวให้สวยงามดูดีที่สุดได้

3. ฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์
การฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ เป็นที่นิยมมากสำหรับการลดจุดบกพร่องบนใบหน้า และยังทำให้ดูอ่อนเยาว์กว่าวัย อย่างไรก็ตาม ก่อนการฉีดสารใด ๆ ต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและเลือกทำกับคลีนิคที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย และทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญเท่านั้น

4. รับประทานวิตามินบำรุงที่เหมาะสม
การรับประทานวิตามินหรืออาหารเสริมที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ของ อย. สามารถช่วยให้ผิวพรรณดูสดใสขึ้นได้อย่างมาก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน โคเอนไซม์คิวเทน ไลโคปีน วิตามินซี ฯลฯ ซึ่งจะออกฤทธิ์ร่วมกันกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวแลดูขาวใสยิ่งขึ้น ลดเลือนรอยด่างดำ เสริมสร้างชั้นผิวคอลลาเจนให้แข็งแรง ฯลฯ

5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ทำร้ายผิว
อาหารที่มีผลเสียต่อผิว คือ อาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง เนื่องจากจะกระตุ้นกระบวนการทางเคมีในร่างกาย ทำให้เกิดการผลิตสารอนุมูลอิสระ ที่ทำลายชั้นเซลล์ผิวและคอลลาเจนในร่างกายให้สูญเสียไปก่อนวัยอันควร จึงทำให้ร่างกายและผิวพรรณทรุดโทรมก่อนกว่าวัย

จะเห็นได้ว่า เทคนิคในการดูแลผิวพรรณให้สวยสดใสนั้น จะต้องใช้หลายองค์ประกอบร่วมกัน เราหวังว่าแนวทางที่กล่าวไป จะทำให้ทุกท่านนำไปปรับใช้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ผิวสวยได้ตามต้องการ

วิตามินบำรุงผิว

อยากปลูกต้นไม้ในบ้าน ควรเลือกแบบไหน

อยากปลูกต้นไม้ในบ้าน ควรเลือกแบบไหน

การปลูกต้นไม้ในบ้านนอกจากจะเป็นแนวการตกแต่งบ้านแบบเก๋ ๆ ที่หลายคนชื่นชอบแล้ว ยังได้ประโยชน์จากความสดชื่นสวยงาม ที่สำคัญต้นไม้หลายชนิดสามารถช่วยดูดซับสารพิษ และกรองอากาศให้สะอาดสดชื่นได้ด้วย แต่ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของแสงแดดที่ส่องเข้ามาภายในบ้าน ทำให้มีเพียงต้นไม้บางชนิดเท่านั้นที่เหมาะสมกับการปลูกภายในบ้าน มาดูกันว่ามีต้นไม้อะไรบ้าง

ต้นไม้ที่เหมาะสมกับการปลูกในบ้าน

1. ต้นวาสนา นอกจากชื่อที่เป็นมงคลแล้ว ต้นไม้ชนิดนี้มีลำต้นตรงและมีใบ แต่ไม่มีกิ่งก้าน รูปทรงสวย ไม่เกะกะเกินไปเหมาะกับการนำมาตั้งประดับไว้ตามจุดต่าง ๆ ของบ้าน ที่สำคัญยังเป็นต้นไม้ที่สามารถดูดสารพิษในกลุ่มฟอร์มาดีไฮด์ ได้เป็นอย่างดี

2. ต้นจั๋ง เป็นพืชที่เลี้ยงง่าย ทนแล้งได้ดีแต่ต้องการแสงแดดพอสมควร ด้วยรูปทรงที่สวย เพราะมีลำต้นตั้งตรงและมีใบแฉกได้รูปทำให้หลายคนนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับภายในบ้าน โดยเลือกบริเวณที่พอมีแสงอาทิตย์ส่องถึงพอสมควร

3.ต้นพลูด่าง เป็นไม้เลื้อยยอดนิยมสำหรับการเลี้ยงภายในบ้าน ต้นไม่ชนิดนี้จะมีรากงอกออกมาตามช่อ ใบมีเขียวสลับเหลืองดูสวยงาม และยังดูแลรักษาง่าย บางคนนำกิ่งพลูด่างปักไว้กับแจกันที่มีน้ำก็สามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องใช้วิธีปลูกในดิน ที่สำคัญ พลูด่างยังเป็นต้นไม้อีกประเภททีช่วยดูดซับสารพิษต่าง ๆ ในอากาศได้อีกด้วย

4. ต้นแก้วกาญจนา เป็นต้นไม้ที่เลี้ยงง่ายอีกชนิดหนึ่ง มีจุดเด่นที่ความสวยงามของลวดลายบนใบ ทนทานกับสภาพความแห้งแล้งและยังสามารถเติบโตได้ในที่ ๆ มีแสงสว่างไม่มาก ที่สำคัญคือต้นแก้วกาญจนาจะมีการคายความชื้นได้สูง ซึ่งจะช่วยให้ภายในบ้านมีความชุ่มชื้นมากขึ้น

5.ต้นเฟิร์นดาบออสเตรเลีย เป็นต้นไม้ที่มีความโดดเด่นที่รูปทรงของใบ ซึ่งเป็นแฉก สีเขียวสดและหนาทึบ ถือเป็นต้นไม้ที่มีประโยชน์ในแง่ของการช่วยดูดซับสารพิษในอากาศได้อย่างดี โดยเฉพาะสารในกลุ่มฟอร์มาดีไฮด์ และโทลูอิน

6 ต้นเยอบีร่า เป็นต้นไม้ดอกที่ให้สีสันสดใส และช่วยดูดซับสารพิษในอากาศได้

7. ต้นปาล์มสิบสองปันนา เป็นต้นไม้ในตระกูลปาล์ม รูปทรงสวยงาม สามารถเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีแสงน้อย และเป็นตัวช่วยดูดซับสารพิษได้ดี จึงทำให้เป็นที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับไว้ภายในบ้าน

8. ว่านหางจระเข้ สมุนไพรสารพัดประโยชน์ชนิดนี้ เป็นหนึ่งในต้นไม้ยอดนิยมที่ผู้คนนำมาปลูกไว้ภายในบ้าน เพราะเป็นต้นไม้อีกประเภทที่ช่วยดูดซับสารพิษในอาการได้เช่นกัน

การปลูกต้นไม้ภายในบ้าน นอกจากจะพิจารณาจากความเป็นมงคลของชื่อ ความสวยงามของรูปทรง และสีสันของดอกหรือใบแล้ว คนส่วนใหญ่ยังใช้เป็นเครื่องฟอกอากาศและดูดซับสารพิษ เพื่อให้อากาศภายในบ้านสะอาดและบริสุทธิ์มากขึ้นด้วย

ต้นไม้ที่เหมาะสมกับการปลูกในบ้าน

มาดู 4 วิธี ดูแลตัวเองให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง

มาดู 4 วิธี ดูแลตัวเองให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง

การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยเพราะคงไม่มีใครที่เข้มแข็งได้ตลอด บางช่วงเวลาก็มีเรื่องที่ทุกข์ร้อนใจเพราะได้มีการเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจจนทำให้จิตใจมีความอ่อนแอ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี 4 วิธีในการดูแลตัวเองมาฝากเพื่อเสริมสร้างกำลังใจจะได้มีจิตใจที่เข้มแข็ง ดังต่อไปนี้

จิตใจเข้มแข็งได้ ด้วย 4 เทคนิค

ตั้งเป้าหมายในชีวิต

การตั้งเป้าหมาย คือ สิ่งที่ได้ตั้งไว้เพื่อจะได้มีทิศทางหรือไม่หลงทางในการเดินทางไปสู่เป้าหมายในชีวิต ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกำลังใจและใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในทุกวัน หากอยากให้เป้าหมายมีความชัดเจนมากขึ้น จะต้องมีการระบุ วัน เดือน ปีที่สำเร็จ พร้อมบอกตัวเองว่าเป้าหมายนี้ ทำเพื่อใคร ซึ่งอาจจะทำเพื่อตัวเอง คนที่รัก สังคมก็ได้ ในทางตรงข้ามถ้าไม่มีเป้าหมายในชีวิตแล้ว เปรียบเสมือนการใช้ชีวิตไปวัน ๆ เพราะไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไมและไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพื่อใคร เวลามีอุปสรรคเข้ามาก็จะส่งผลทำให้จิตใจถดถอยหรืออ่อนแอ

เข้าหาสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น

สิ่งที่ทำให้จิตใจเข้มแข็งขึ้น เช่น การให้อาหารหรืออาจจะเล่นกับสัตว์เลี้ยงเพราะจะทำให้สมองหลั่งสารสารออกซิโทซินหรือสารแห่งความรักและความผูกพัน อยู่ในกลุ่มคนที่มีพลังบวกเพราะจะได้ไม่บั่นทอนจิตใจ สัมผัสธรรมชาติ ช่วยเหลือหรือแบ่งปันในสิ่งที่ถนัด สิ่งเหล่านี้จะทำให้สมองหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมา คือ สารความเมตตาหรือที่เรียกว่า สารออกซิโทซิน

ไม่ขยายปัญหาที่เผชิญ

เมื่อมีปัญหาส่งผลให้จิตใจอ่อนแอลงได้ เพราะฉะนั้น ไม่ควรขยายปัญหาแต่ควรแก้ปัญหา เช่น ปัญหาการงานธุรกิจ ครอบครัว การเงิน เป็นต้น หากจะเพิ่มประสิทธิภาพให้จิตใจรู้สึกดีและพบทางออกในการรับมือแก้ปัญหาให้นั่งสมาธิรักษาใจ หรืออาจจะเพิ่มการอ่านหนังสือแรงบันดาลใจก็ได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรก็ตามการมีจิตใจเข้มแข็งหรือจิตใจอ่อนแอต่อปัญหานั้นขึ้นอยู่กับใจของตัวเอง

ไม่เปรียบเทียบ

การเปรียบเทียบทำให้จิตใจดิ่งลง เช่น ในโลกออนไลน์ใคร ๆ ก็มักโพสต์สิ่งดี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเรียน งาน เงินหรือเรื่องอื่น ๆ ในชีวิต เมื่อมีการเปรียบเทียบก็จะเกิดคำถามกับตัวเองด้านลบ ด้วยการขึ้นต้นคำว่า ทำไม เช่น ทำไมชีวิตเขาดีกว่าเรา ทำไมชีวิตเราแย่จัง เป็นต้น หากอยากมีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น ไม่ควรเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่ให้กลับมาหัดชมหรือหาข้อดีของตัวเองเนื่องจากทุกคนมีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว

4 วิธี ดูแลตัวเองให้มีจิตใจที่เข้มแข็งที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงยังมีวิธีอีกมากมายนับไม่ถ้วน ส่วนใครที่อยู่ในภาวะจิตใจอ่อนแอในช่วงเวลานี้และอยากให้ชีวิตได้ก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างราบรื่น ลองนำวิธีที่เราได้แนะนำไปใช้ แล้วคุณจะรู้สึกดีและมีจิตใจเข้มแข็งขึ้นมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน

จิตใจเข้มแข็งได้ ด้วย 4 เทคนิค

ชวนรู้จัก โปรแกรม WordPress ที่ใช้ทำ SEO

ชวนรู้จัก โปรแกรม WordPress ที่ใช้ทำ SEO

โปรแกรม WordPress ออกแบบมาเพื่อความสะดวกในการทำเว็บไซต์ SEO โดยเฉพาะในส่วนของบทความที่เป็นเหมือนหัวใจในเว็บไซต์และทำให้เพิ่มยอดขายสินค้าและบริการได้ เมื่อมีผู้คลิกเข้ามาอ่านบทความนั้น

โปรแกรมนี้คิดค้นมาหลายปีแล้ว โดยนักออกแบบเว็บไซต์ชาวต่างชาติที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ในการทำ SEO ให้เว็บไซต์ขายสินค้าใน Google ประสบความสำเร็จสอดคล้องตามหลักเกณฑ์ของ SEO หรือ search engine optimization มากขึ้น

WordPress สามารถใช้ทำงานส่งเสริม SEO ได้ดังนี้

การตั้งชื่อหัวเรื่อง หรือ Title – หัวเรื่องจะปรากฏอยู่ในหน้าจอการสืบค้น เมื่อมีการพิมพ์หาด้วย keyword หนึ่ง ๆ หัวเรื่องที่สะดุดตาจะช่วยกระตุ้นให้คนคลิกเข้ามาอ่านรายละเอียดที่เหลือทั้งหมด การตั้งชื่อหัวเรื่องที่น่าสนใจจึงต้องใส่ keyword ลงไปด้วย ซึ่ง WordPress จะช่วยในการนำหัวเรื่องที่คุณตั้งชื่อไว้ไปตั้งเป็น URL address หรือที่อยู่ของบทความนั้นบนโลกออนไลน์ได้อย่างอัตโนมัติด้วย

ส่วนต้นเรื่อง หรือ heading – เป็นส่วนที่จะแสดงในหน้าต่างการสืบค้น หากไม่ได้ตั้งค่า heading ไว้ ระบบของ WordPress จะเอาคำที่อยู่ในประโยคแรกไปใส่ให้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นจึงควรให้มี keyword ที่ชัดเจนอยู่ตั้งแต่ต้น ในส่วนของเนื้อหาก็ต้องสัมพันธ์กับส่วน heading ด้วยเพื่อให้ผู้อ่านประทับใจในเนื้อหาที่มีรายละเอียดเชิงลึกอย่างแท้จริง

การเน้นคำสำคัญ – WordPress เป็นตัวช่วยที่ดีในการทำตัวอักษรให้โดดเด่นขึ้น เพื่อให้คนอ่านสะดุดตา ไม่ว่าจะเป็นการทำตัวอักษรเอียง การทำตัวหนา หรือการขีดเส้นใต้วลีที่คุณต้องการเน้น ทั้งนี้มีหลักการ ว่าไม่ควรจะทำตัวอักษรเน้นติดกันยาวมากเกินไป เพราะจะทำให้ระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะของ Google วิเคราะห์ว่าเป็นการทำเนื้อหาสแปมที่ไม่มีประโยชน์ได้ ขณะเดียวกัน การใส่ keyword หรือคำสำคัญ ก็ต้องกระจายให้เป็นธรรมชาติด้วย จึงจะไม่รบกวนสายตาของผู้อ่าน

การใส่รายละเอียดรูปภาพ – การทำ SEO ในรูปภาพด้วย WordPress เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำให้อันดับของเว็บไซต์ SEO ดียิ่งขึ้นได้ ซึ่งจะมีช่องให้ใส่ค่า alternative text และ image title attribute เพื่อให้ผู้ผลิตบทความกรอกคีย์เวิร์ดที่สอดคล้องกับรูปภาพลงไปในช่องนี้มากที่สุด เนื่องจากระบบ AI ของ Google ไม่สามารถที่จะวิเคราะห์ลักษณะภาพถ่ายได้ การใส่ keyword ลงไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งเสริมให้ภาพเหล่านั้นถูกสืบค้นใน image Search ของ Google ได้ดีขึ้นและส่งผลให้อันดับ SEO โดยรวมดีขึ้นได้ด้วย

จากตัวอย่างที่กล่าวมา คงเห็นแล้วว่า WordPress เป็นประโยชน์ต่อคนทำเว็บไซต์ SEO ในการลดระยะเวลาในการปรับแต่งส่วนต่าง ๆ ทำให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานให้คนที่สนใจทำเว็บไซต์ SEO ได้ทำความเข้าใจเพื่อต่อยอดในการทำ SEO ต่อไป

WordPress สามารถใช้ทำงานส่งเสริม SEO ได้ดังนี้

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคออฟฟิศซินโดรม

อาการโดยทั่วไปของผู้ที่มีโรคออฟฟิศซินโดรม

คนทำงานออฟฟิศและวัยเรียนจำนวนมาก มีปัญหาการปวดไหล่ หลังและบริเวณช่วงคอ เพราะการนั่งทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะคนที่นิยมผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์และเล่นเกมส์ออนไลน์ที่ใช้เวลาต่อเนื่อง 3-4 ชั่วโมง แทบไม่ได้ลุกไปเปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมได้

โรคออฟฟิศซินโดรม ในทางการแพทย์ หมายถึง อาการปวดที่เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมในการทำงานซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดอาการเกร็งตัวและปวดแบบเรื้อรัง มีการกดทับที่เส้นประสาทบริเวณนั้น และมีอาการชาที่ปลายนิ้วมือและแขน หากมีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนด้วย ก็จะกดทับกล้ามเนื้อจนปวดมากถึงขั้นต้องฝังเข็มหรือผ่าตัดด้วย

อาการโดยทั่วไปของผู้ที่มีโรคออฟฟิศซินโดรม มีได้หลายส่วนตามระบบร่างกาย ได้แก่

  • ปวดศีรษะและดวงตาพร่า เนื่องจากการใช้สายตาและมีความเครียดสะสมสูง ลักษณะคล้ายกับเป็นไมเกรน ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการคิดและการมีสมาธิในการทำงานอย่างมาก
  • ภาวะปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ทั้งช่วงบนและช่วงล่างของร่างกาย ทำให้เกิดอาการตึงและเจ็บจากเส้นเอ็นทับเส้นประสาทได้
  • อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและเหน็บชา จากการนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน หรือมีท่านั่งที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งไขว่ห้าง จึงทำให้การไหลเวียนเลือดผิดปกติ
  • ภาวะนิ้วล็อก จากการใช้นิ้วเคลื่อนเมาส์ หรือจับปากกาทำงานคอมพิวเตอร์กราฟิกต่อเนื่องเป็นเวลานาน เส้นเอ็นที่บริเวณนิ้วและข้อมือจึงอักเสบ
  • ปัญหานอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท เกิดจากความเครียดสะสมและอาการปวดเรื้อรังที่มาจากออฟฟิศซินโดรม

การป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคออฟฟิศซินโดรมทำได้ง่าย ๆ จากการปรับอิริยาบถในการทำงาน เช่น

การลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสายทำท่ากายบริหารทุก ๆ 30 ถึง 50 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนได้ผ่อนคลายลง

การพักสายตาด้วยการมองต้นไม้ระยะไกลและหลับตานิ่ง ๆ สัก 5 นาที

การเดินออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์นอกห้องแอร์เป็นระยะ เพื่อเพิ่มระดับออกซิเจนในกระแสเลือด จะลดความเสี่ยงปวดศีรษะได้

ปรับเปลี่ยนองศาของจอคอมพิวเตอร์ ให้ขอบบนของจออยู่ในระดับเดียวกับสายตา เพื่อไม่ให้เกิดการเงยหรือก้มหน้ามากเกินไป

เลือกเก้าอี้นั่งทำงานที่มีความนุ่มของเบาะเหมาะสม ไม่แข็งหรือนุ่มเกินไป

ควบคุมน้ำหนัก เพื่อให้มีสัดส่วนของมวลกล้ามเนื้อมากกว่าไขมัน จะทำให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง และมีการยืดหยุ่นดียิ่งขึ้น

ใช้อุปกรณ์เสริมรองข้อมือเวลาใช้เมาส์เล่นคอมพิวเตอร์ หรือซื้อเบาะนั่งที่มีสปริงยืดหยุ่นดี มาหนุนเสริมเบาะนั่งปกติ

ถ้าปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้ว อาการของคุณยังไม่ดีขึ้น จำเป็นต้องใช้ยารับประทาน หรือหากมีอาการมาก ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างจำเพาะเจาะจงต่อไป

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคออฟฟิศซินโดรม

ปัญหาลูกไม่กินผัก เกิดจากอะไร ทำอย่างไรดี

สาเหตุที่ลูกไม่กินผัก

ผักเป็นแหล่งอาหารที่ดี มีวิตามินเกลือแร่สูง และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพระยะยาวด้วย การสอนลูกให้กินผักเก่งตั้งแต่เด็ก ๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ครอบครัวจำนวนมากก็พบปัญหาลูกไม่ยอมกินผัก เรามาดูกันว่าสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงนั้นเกิดจากอะไรบ้างและจะจัดการอย่างไรดี

สาเหตุที่ลูกไม่กินผัก

1. ลูกเลียนแบบพ่อแม่

หากจะให้ลูกกินผัก แต่พ่อกับแม่กลับเขี่ยผักในจานออก จะทำให้ลูกเกิดการเลียนแบบพฤติกรรม ไม่ว่าจะสอนอย่างไร แต่สิ่งที่ลูกเห็นคือตรงกันข้าม ย่อมทำให้ลูกปฏิเสธการกินผักแน่นอน คุณพ่อคุณแม่จึงต้องปฏิวัติตัวเองกินผักให้เก่งจึงจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกได้

2. บังคับลูกมากเกินไป

ถ้าบังคับลูกให้กินผักทุกมื้อ จะทำให้เด็กเกิดความเครียด การที่พ่อแม่คอยจับจ้องเสมอ จะทำให้ลูกต่อต้านโดยแสดงการปฏิเสธการทำตามคำสั่ง วิธีที่ได้ผล คือ ต้องทำให้เรื่องกินผักเป็นสิ่งสนุกสนาน คิดวิธีชักชวนให้ลูกเห็นข้อดีจากการกินผัก นำของเล่นมาประกอบในการชวนกินผัก ก็จะได้ผลดีกว่าการบังคับ

3. ผู้ใหญ่ตามใจลูกมากเกินไป

ครอบครัวใหญ่ที่มีปู่ย่าตายาย มักตามใจลูกหลานวัยเล็ก เมื่อเด็กไม่ยอมกินผัก ก็จะไม่บังคับ ซึ่งจะทำให้เด็กไม่ถูกฝึกอย่างเหมาะสม การแก้ไข คือ จะต้องมีตกลงกับสมาชิกในครอบครัว ที่จะไม่ตามใจบุตรหลานมากเกินไป และปรับเมนูอาหารให้มีผักรูปแบบรับประทานง่ายขึ้น

4. มีเมนูที่มีผักมากเกินไป

หากเมนูอาหารใส่ผักหลายชนิดมากเกินไป โดยไม่มีเนื้อสัตว์ที่เด็กชอบ ก็จะทำให้เด็กรู้สึกเบื่ออาหาร และไม่ยอมกินอาหาร อาจทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารได้ด้วย จึงต้องปรับให้มีผักประมาณ 1 ในสามของมื้อ และเลือกกรรมวิธีที่กำจัดกลิ่นและรสเฉพาะตัวของผักบางชนิดออก เพื่อให้ลูกกินง่ายขึ้น

5. มีความทรงจำที่ไม่ดี

เด็กหลายคนมีอาการกลัวผัก เพราะเคยกินแล้วเจอหนอนในผัก หรือเคยกินผักที่มีรสชาติแย่ เช่น มีก้านแข็ง รสขม รสเผ็ด ทำให้เป็นความทรงจำแบบไม่ดี คุณพ่อคุณแม่จึงต้องปรับวิธีการทำเมนูอาหารให้มีกลิ่นหอมรสชาติอร่อยมากขึ้น เพื่อให้ลูกค่อย ๆ สร้างประสบการณ์ที่ดีใหม่ ๆ เข้าไปทดแทน

จะเห็นได้ว่า ปัญหาเด็กไม่กินผัก ไม่ได้เกิดจากตัวเด็กเอง แต่มักเกิดจากสิ่งแวดล้อม หรือประสบการณ์ที่ไม่ดี ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถที่จะร่วมมือในการปรับปรุงเมนูอาหารและ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการชักชวนลูกให้รับประทานผักมากขึ้น และต้องลดความเครียดจริงจังมากเกินไป จะทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและยอมที่จะรับประทานผักมากขึ้นได้

ปัญหาลูกไม่กินผัก เกิดจากอะไร ทำอย่างไรดี

เทคนิคเพิ่มประสิทธิภาพการเดินออกกําลังกายให้ผู้สูงอายุ

เทคนิคใดที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการเดิน

การเดินออกกำลังกายเป็นวิธีเพิ่มการเผาผลาญและกระตุ้นการทำงานของอวัยวะทุกส่วนของร่างกายให้มีความสมดุลยิ่งขึ้น ซึ่งผู้สูงอายุสามารถเดินเป็นประจำ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง โรคเบาหวานได้ จึงทำให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรงขึ้น

เทคนิคใดที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการเดินออกกำลังกายสำหรับผู้สูงวัยได้

ไม่กดดันตัวเอง

ผู้สูงอายุแต่ละคนจะมีสุขภาพพื้นฐานไม่เท่ากัน การเดินออกกำลังกายจึงไม่ควรเร่งตัวเองให้ทำได้ตามมาตรฐาน 30 นาที แบบคนอื่น ควรเริ่มจากการเดินวันละ 10 นาที หากเป็นคนที่ไม่เคยออกกำลังมาก่อน ค่อย ๆ เพิ่มระยะทางหรือเวลามากขึ้นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน จะทำให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัวได้ดียิ่งขึ้น ไม่ควรหักโหมเพราะจะเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายหรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือคนอื่น

ปัจจุบันมีองค์กรการกุศลจำนวนมากที่ต้องการรับความช่วยเหลือ โดยการเข้าร่วมโครงการเดินวิ่งต่าง ๆ แล้วนำเงินค่าสมัครไปใช้เพื่อการกุศล เช่น โรงพยาบาล ศูนย์เลี้ยงเด็กกำพร้า สมาคมคนพิการ ศูนย์รับเลี้ยงสัตว์จรจัด ฯลฯ ผู้สูงอายุจะมีความภูมิใจที่ได้ออกกำลังกายและยังได้ร่วมในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม การเดินออกกำลังกายโดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยผู้อื่น จะทำให้ผู้สูงอายุมีกำลังใจที่จะรักษาวินัยในการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอขึ้น

หาเพื่อนเดินออกกำลังกาย

หากเป็นหนุ่มสาว อาจมีความสะดวกที่จะออกกำลังกายในยิมหรือลู่วิ่งคนเดียว แต่ผู้สูงอายุมักจะต้องการสังคม มีเพื่อนแก้เหงาพูดคุยกันได้ระหว่างการเดินออกกำลังกาย จึงแนะนำให้เลือกไปในที่มีผู้สูงอายุที่รักสุขภาพรวมตัวกัน เช่น สวนสาธารณะ ชมรมไทเก็กผู้สูงวัย สมาคมศิษย์เก่า ฯลฯ จะทำให้ได้รับความสุขและมีกำลังใจในการดูแลตัวเองด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

ใช้อุปกรณ์สำหรับนับก้าว

อุปกรณ์เพื่อช่วยนับก้าว เป็นนวัตกรรมที่ดีและสะดวกทำให้ผู้สูงวัยมีกำลังใจในการออกกำลังมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีการตั้งเป็นค่าฟังก์ชั่นในนาฬิกา smart watch ที่มีการอัปเดตข้อมูลต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือได้ เมื่อเดินรวม ๆ กันตั้งแต่เช้าถึงเย็น รวมกันแล้วจะได้วันละนับพันก้าวเลยทีเดียว การดูข้อมูลย้อนหลังได้ด้วยจะทำให้ผู้สูงวัยเห็นค่าตัวเลขที่แสดงถึงพัฒนาการที่ก้าวหน้ามากขึ้น เช่น เดินได้จำนวนก้าวมากขึ้น เป็นระยะทางมากขึ้น ทำให้มีกำลังใจในการออกกำลังกายมากขึ้นแน่นอน

การเดินออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญทางสาธารณสุขแนะนำให้ผู้สูงวัยทำเป็นประจำ ทั้งนี้ควรที่จะมีลูกหลานดูแล โดยเฉพาะในระยะแรกหากผู้สูงวัยมีโรคประจำตัว เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่ออันตรายและอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

เทคนิคเพิ่มประสิทธิภาพการเดินออกกําลังกายให้ผู้สูงอายุ