ปักหมุด 5 อาชีพเสริมเพิ่มรายได้จากงานประจำในยุคสังคมออนไลน์เฟื่องฟู

ในยุคที่โลกออนไลน์เฟื่องฟูและตื่นตัวเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของทุกคน ผู้คนในยุคนี้จึงใช้โอกาสที่เทรนด์ออนไลน์กำลังมาแรง ช่วยเพิ่มรายได้ในกระเป๋าเงินเพิ่มเติมจากการทำงานประจำซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหตุการณ์โควิด – 19 ที่ส่งผลกระทบตลอดปี 2563 ยิ่งสอนให้รู้ว่าการมีอาชีพเดียวไม่สามารถอยู่รอดได้ในปัจจุบัน วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 5 อาชีพเสริมที่ใคร ๆ ก็ทำได้ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้มีเหลือเก็บเหลือใช้กัน

1.ขายของออนไลน์ นับเป็นอาชีพเสริมอันดับแรก ๆ ที่คนนึกถึง เพราะเป็นช่องทางในการเพิ่มรายได้ที่ง่ายที่สุด ในเมื่อทุกคนทุกช่วงวัยติดตาม Social Network อยู่แล้ว แถมอะไร ๆ ก็ขายได้หากมีความน่าสนใจและวิธีการขายที่น่าจดจำ เหล่าแม่ค้าพ่อค้าออนไลน์จึงผุดขึ้นมาในโลกโซเชียลกันจำนวนมาก

2.ส่งอาหาร Delivery เป็นอีกหนึ่งอาชีพเสริมที่น่าสนใจสำหรับคนที่มีรถมอเตอร์ไซด์ เพราะแทนที่จะจอดทิ้งไว้นิ่ง ๆ ให้เสียของ เอามาใช้ขับเพื่อส่งอาหารในยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่เน้นการหยุดเชื้อเพื่อชาติ ก็มีโอกาสในการสร้างรายได้เสริมให้ตัวเองได้มากกว่า เพียงแค่มีมือถือกับสมัครผ่านแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการ แค่นี้ก็เห็นโอกาสสร้างรายได้กันง่าย ๆ แล้ว

3.เขียนนิยายออนไลน์ ใครที่ชอบการเขียนเป็นชีวิตจิตใจก็อย่าเก็บจินตนาการของเราเอาไว้แค่คนเดียว สู้ปลดปล่อยจินตนาการผ่านแอปพลิเคชัน ลงขายแบบเป็นตอน ๆ หารายได้จะดีกว่า เผลอ ๆ หากนิยายของเราเป็นที่ถูกใจในหมู่นักอ่าน เราสามารถรวบรวมเป็นรูปเล่มเพื่อผลิตขายเองหรือส่งสำนักพิมพ์ให้ได้รายได้ต่อที่สามได้อีกต่างหาก

4.รับเขียนรีวิวสินค้า เป็นอาชีพเสริมที่น่าสนใจแถมยังเพิ่มรายได้เข้ากระเป๋าได้ตลอดเวลาในเมื่อสินค้าบนโลกนี้มีมากมายให้ได้รีวิวกัน ขอแค่มีเทคนิคในการเขียนและมีไอเดียในการนำเสนองานรีวิวในแบบฉบับของตัวเอง เผลอ ๆ จะถูกจ้างงานจนแทบจะเขียนกันไม่ไหวเลยทีเดียว

5.ทำอาหารคลีน Delivery สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการทำอาหาร อย่ารอช้าที่จะนำเสนออาหารรสเลิศส่งตามบ้าน ยิ่งตอนนี้เทรนด์สุขภาพกำลังมาแรง แถมผู้รักการรับประทานอาหารคลีนยังหามาลิ้มลองได้ลำบาก นี่นับเป็นโอกาสดีในการหารายได้เสริมอีกทางหนึ่ง แค่ใช้ฝีมือทำอาหารกับการถ่ายภาพสวย ๆ โปรโมททางออนไลน์แค่นั้นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างกับอาชีพเสริมออนไลน์ที่เราปักหมุดเอาไว้ให้ รับรองไว้ว่าคนที่ขยันและรักการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ การประกอบกิจกรรมดังกล่าวข้างต้นที่กล่าวมานั้น นอกจากจะได้รับความเพลิดเพลิน ฝึกฝนการใช้สื่อโซเชียลแล้ว ยังสามารถหารายได้เพิ่มเติมได้อีกทางหนึ่งด้วย

รู้หรือไม่ เมื่อไรควรเปลี่ยนหน้ากากป้องกัน COVID-19

หน้ากากอนามัยเป็นเครื่องมือดีที่สุดในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่การสวมหน้ากากอนามัยเป็นเหมือนดาบสองคมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้งที่มีความต้องการใช้งานจำนวนมากส่งผลให้เกิดขยะไมโครพลาสติกจำนวนมหาศาลที่การจำกัดเป็นสาเหตุของมลพิษ รวมถึงมลพิษทางทะเลด้วย หน้ากากผ้าที่ใช้ซ้ำได้ถือเป็นตัวเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า แต่จึงมีประสิทธิภาพน้อยกว่าเมื่อซักสวมซ้ำไปหลายครั้งแล้วทำให้ผืนผ้าบางลง กรองละอองทางเดินหายใจได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงปิดกั้นไวรัสได้น้อยลงและควรโยนทิ้งได้แล้ว

จะรู้ได้อย่างไรว่าหน้ากากผ้าด้อยคุณภาพลงแล้ว และปกป้องตัวคุณเองให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อไวรัสไม่ได้อีกต่อไป เราสังเกตได้จากสัญญาณเตือนต่อไปนี้

1.สายรัดหลวมหมดแล้ว หน้ากากผ้าส่วนใหญ่ใช้ยางยืดเป็นห่วงคล้องหู ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ควรระวัง เพราะการเสื่อมสภาพทำให้หน้ากากไม่รัดแน่นพอดีกับใต้คาง รอบจมูกและแก้ม ตำแหน่งที่เหมาะสมไม่ควรมีช่องว่างเลย การเสื่อมสภาพมักจะเกิดจากการซักในเครื่องซักผ้าหรือใส่ในเครื่องอบผ้าที่มีความร้อนสูงหรือแม้แต่การรีดผ้าก็ควรเว้นไม่สัมผัสโดนส่วนยางยืด หากสวมหน้ากากมาระยะหนึ่งแล้ว ยางยืดเริ่มคลายตัวสวมไม่กระชับพอดี แนะนำว่าต้องหยุดใช้ทันทีหรือเปลี่ยนยางยืดที่เสื่อมสภาพ เพราะเสี่ยงทำให้ตัวเองและผู้อื่นตกอยู่ในอันตรายจากไวรัสโควิด-19

2.หน้ากากมีรอยฉีกขาดหรือรูรั่ว หากสังเกตเห็นรอยชำรุดควรเลิกใช้ทันที หากผลิตภัณฑ์ไม่ได้ระบุไว้เป็นพิเศษว่าซักด้วยเครื่องได้ ควรซักด้วยมือแล้วตากให้แห้ง หรือซื้อถุงตาข่ายสำหรับซักผ้าซึ่งช่วยป้องกันเนื้อผ้าที่บอบบางฉีกขาด

3.หน้ากากเป็นคราบ ไม่ว่าคราบสกปรกจะเกิดจากกาแฟหกหรือเลอะเครื่องสำอาง ต่างเป็นสัญญาณว่าหน้ากากเสื่อมสภาพ หน้ากากไม่ควรเปียกชื้นเพราะไม่สามารถป้องกันจากไวรัสได้จริง แนะนำให้ซักให้สะอาดและตากแห้งก่อนนำกลับมาใช้ หน้ากากที่เปื้อนอาจหมายถึงถูกใช้มากเกินไปและจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่

4.เนื้อผ้าบาง หน้ากากผ้าบางลงหลังจากซักใช้งานครั้งแล้วครั้งเล่าและไม่ช่วยป้องกันเชื้อไวรัสแล้ว สังเกตได้ว่าเนื้อผ้ายืดออกและรูบนเนื้อผ้าห่างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แนะนำวิธีง่าย ๆ ทดสอบความหนาของหน้ากากดังต่อไปนี้

  • สวมหน้ากากแล้วลองเป่าเทียน ถ้าเปลวไฟดับลงแสดงว่าผ้าบางเกินไป
  • ถือหน้ากากส่องกับแสงแดด ถ้ามองผ่านไปได้แสดงว่าผ้าบางเกินไปเช่นกัน
  • เป่าลมผ่านหน้ากากในช่วงที่อากาศเย็น ถ้าเห็นละอองลมหายใจแสดงว่าผ้าบางเกินไป

5.ซักแล้วใช้มากกว่า 30 ครั้ง ไม่ว่าจะถนอมขนาดไหน หากซักบ่อยครั้งก็จะทำให้เส้นใยของผ้าบางชนิดยืดออก เสียรูปและไม่ยืดหยุ่นเหมือนเดิม แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงก็ตาม หน้ากากจะหมดอายุหลังจากการซักล้างหลายครั้ง

มาเริ่มตรวจสอบหน้ากากผ้าที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ว่ามีผืนไหนหมดสภาพแล้วบ้าง เพื่อสุขภาพของคุณเองและคนรอบข้าง

ปัญหาของการใช้สื่อออนไลน์ในยุคปัจจุบัน

ปัจจุบันเทคโนโลยีและการสื่อสารออนไลน์อยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ เนื่องจากมีระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมีสัญญาณแรงให้บริการทั่วไป และราคาของอุปกรณ์เทคโนโลยีอุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ ที่ถูกลงอย่างมาก ทั้งโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากความสะดวกสบายแล้ว ก็ทำให้มีปัญหาจากการใช้สื่อออนไลน์ได้เช่นกัน ดังนี้

1.เกิดการเสพสื่อทางด้านลบมากเกินไป
หากเสพข้อมูลข่าวสารที่มีการใช้ถ้อยคำหยาบคาย เหยียดเพศ ศาสนา เชื้อชาติมากเกินไป จะกระทบต่อความมั่นใจในตัวเอง เกิดปมด้อยในการเข้าสังคม หรือเก็บกดกลายเป็นโรคซึมเศร้า โรคเครียดและวิตกกังวลได้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่จิตใจหวั่นไหวได้ง่ายกับการถูกตำหนิจากสังคมเพื่อนในวัยเดียวกัน

2.เกิดโรคจากการเทคโนโลยีมากเกินไป
ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น การใช้สายตาจ้องมองจอโทรศัพท์นาน ๆ จะทำให้ทั้งความเสี่ยงเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมและสายตาสั้น มีอาการปวดหัวไมเกรนจากการเพ่งต่อเนื่องยาวนาน ปัญหาของกล้ามเนื้อที่เรียกว่าโรคออฟฟิศซินโดรม ที่มีอาการตั้งแต่ปวดนิ้วมือ ข้อมือ ไหล่ หลัง ซึ่งต้องใช้ยาและแก้ไขด้วยการปรับเปลี่ยนท่าทางยืดเส้นยืดสายเป็นระยะ หรือหากมีอาการมากก็ต้องผ่าตัดด้วย

3.แพร่กระจายข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง
การส่งต่อข่าวสารที่ไม่เป็นความจริงส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างรวดเร็ว เสื่อมเสียทั้งเสียชื่อเสียงของบุคคลหรือสร้างความขัดแย้งในสังคมได้ ดังนั้น หากไม่ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน อาจกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มมิจฉาชีพในการหาผลประโยชน์เข้าตัวเองได้ หรืออาจถูกฟ้องร้องเป็นคดีความได้หากเจ้าของเรื่องแจ้งความดำเนินคดีในชั้นศาล ซึ่งต้องเสียค่าปรับหรือมีโทษถึงขั้นจำคุก

4.ถูกโจรกรรมข้อมูลได้
หากเข้าใช้บริการเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่มีเจตนาร้ายแอบแฝงอยากถูกโจรกรรมข้อมูล เช่น ข้อมูลบนบัตรประชาชน บัตรเครดิต วันเดือนปีเกิด ซึ่งอาจตามมาด้วยการมีเบอร์บุคคลแปลกหน้าโทรศัพท์มาขายสินค้า ก่อกวนหรือชักชวนให้ทำกิจกรรมบางอย่างที่นำมาซึ่งการเสียทรัพย์ได้

5.ทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนลดน้อยลง
ตรงกับคำที่ว่าปัจจุบันเป็นสังคมก้มหน้าคือ แต่ละคนจะก้มมองที่โทรศัพท์มือถือ เพื่อพิมพ์ข้อความ อ่านข่าว ดูหนัง ฟังเพลง อ่านนิยายออนไลน์ ฯลฯ จนแทบจะไม่ได้คุยปรึกษาสารทุกข์สุขดิบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยตรงเลย ทำให้ทักษะการเข้าสังคมแย่ลง และหากเสพติดสื่อออนไลน์ตั้งแต่อายุน้อยก็จะทำให้เกิดพฤติกรรมแปลกแยก มีโลกส่วนตัวสูง ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้

จะเห็นได้ว่า การใช้สื่อเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลร้ายหลายด้านได้ ทั้งระดับตัวบุคคลและสังคม เราจึงควรบริหารจัดการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้ขอบเขต เพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมา

อยากขายของออนไลน์ได้ครึ่งแสนต่อเดือน ต้องรู้เทคนิคแบบมืออาชีพ

อยากขายของออนไลน์ได้ครึ่งแสนต่อเดือน ต้องรู้เทคนิคแบบมืออาชีพ

การทำธุรกิจขายของออนไลน์เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะผู้คนส่วนใหญ่พกโทรศัพท์มือถือติดตัวเกือบตลอดเวลา จึงมีพฤติกรรมสั่งซื้อของใช้ในบ้าน อาหาร เครื่องสำอาง เสื้อผ้า ฯลฯ ผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

เรามาดูกันว่า ถ้าคุณต้องการขายของออนไลน์ให้ได้มูลค่าครึ่งแสนต่อเดือน จะมีเทคนิคแบบมืออาชีพอย่างไรบ้าง

  1. หาแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาถูก

ถ้าคุณจำหน่ายสินค้ากลุ่มแฟชั่นเสื้อผ้า ก็ควรจะเลือกเว็บไซต์ที่ให้ราคาขายส่ง คือ taobao และ 1688 ของประเทศจีน แม้คุณจะอ่านภาษาจีนไม่ออก แต่ก็สามารถใช้ระบบแปลภาษาอัตโนมัติของ Google ช่วยให้เข้าใจได้ เมื่อต้นทุนสินค้ามีราคาถูกกว่ารายอื่น ก็เท่ากับคุณมีโอกาสขายในราคาไม่แพง แต่ได้กำไรสูงมากขึ้น ส่วนสินค้าหมวดอื่น ก็ใช้หลักการเดียวกัน คือ ติดต่อกับโรงงานผู้ผลิตโดยตรง เพื่อตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกให้มากที่สุด

  1. เปิดเพจใน Facebook

คนไทยมีการใช้ Facebook เป็นอันดับ 1 ของโลก นั่นแสดงว่า ถ้าคุณต้องการขายสินค้าให้คุณไทย โดยเฉพาะกลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่น ครีม เครื่องสำอาง ให้วัยรุ่นและวัยทำงานชาวไทย ก็ต้องเปิด Facebook เป็นร้านค้าและตั้งค่าเป็นสาธารณะ ให้มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น เกิดการแชร์และแนะนำบอกต่อสินค้าที่น่าสนใจได้อย่างรวดเร็วในวงกว้าง

  1. มีเว็บไซต์ของตัวเอง

การมีเว็บไซต์เป็นชื่อเดียวกันกับเพจใน Facebook จะเพิ่มความมั่นใจให้แก่ลูกค้าได้ ว่าคุณเป็นมืออาชีพในการผลิต นำเข้าและจัดส่งสินค้าอย่างเป็นระบบ ทำให้ลูกค้าสบายใจว่าจะไม่ถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวง ขณะเดียวกันในงานหลังบ้าน คุณก็ควรติดตั้งระบบบริหารงานขาย เช่น woocommerce ลงในเว็บไซต์ เพื่อช่วยให้การสั่งซื้อสินค้าและชำระเงินเป็นไปอย่างรวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้นด้วย

  1. ทำ SEO ให้กับเพจและเว็บไซต์

การทำ SEO หรือ search engine optimization สำคัญต่อการพัฒนาทั้งโครงสร้างเพจและเว็บไซต์ให้มีความสวยงาม จัดหมวดหมู่สินค้าให้หาง่าย การผลิตบทความที่สอดคล้องกับความสนใจของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายโดยมีการแทรก keyword SEO ลงไป ถ้าทำเป็นประจำได้ ก็จะทำให้อันดับสืบค้นดีขึ้น เพิ่มโอกาสได้รับออเดอร์บ่อยขึ้นจากลูกค้าเก่าและใหม่

  1. การทำ SEM

SEM หรือ search engine marketing เป็นการใช้เทคนิคโฆษณาเพื่อกระตุ้นการมองเห็นในบางช่วงจังหวะที่คุณต้องการเพิ่มยอดการขาย หรือต้องการให้แบรนด์เป็นที่จดจำ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันวาเลนไทน์ วันหยุดสุดสัปดาห์ วันเงินเดือนออก ฯลฯ จะทำให้ได้ออเดอร์เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว คุ้มค่ากับการประชาสัมพันธ์ทั้งในเฟซบุ๊กและกูเกิ้ล

จะเห็นได้ว่า ถ้าคุณต้องการเพิ่มยอดขายให้ได้มากถึงครึ่งแสนต่อเดือน จะต้องใช้หลาย ๆ เทคนิคร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ ทั้งต้องมีการวางแผนการตลาดอย่างรอบคอบ ก็จะทำให้คุณประสบความสำเร็จด้านยอดขายและผลกำไร

มัลเบอร์รี่ ปลูกง่าย ประโยชน์เยอะ

มัลเบอร์รี่ ปลูกง่าย ประโยชน์เยอะ

หากเอ่ยชื่อ มัลเบอร์รี่ หลายคนคงเข้าใจว่าเป็นผลไม้มาจากต่างประเทศ ก็ชื่อฟังดูฝรั่งจ๋าขนาดนั้น ใครจะคิดว่า มัลเบอร์รี่ จะเป็น ต้นหม่อน พืชเศรษฐกิจสำคัญในอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงหนอนไหมของชุมชนทางภาคเหนือและอีสาน ซึ่งปัจจุบันมีงานวิจัยส่วนต่าง ๆ ของต้นหม่อน เช่น ราก ใบ และผล นำไปพัฒนาต่อยอดในภาคอุตสาหกรรมอาหารและยามากมาย นอกจากนี้ยังมีเรื่องน่ารู้ของมัลเบอร์รี่หรือหม่อน มาแนะนำให้ได้รู้จักกันมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ

มัลเบอร์รี (Mulberry) ภาษาอีสานเรียก มอน

เป็นพืชชนิดเดียวที่หนอนไหมกินในช่วงชีวิตที่เป็นดักแด้ เพื่อสร้างรังไหมที่ให้เส้นใยมีคุณภาพ และกลายเป็นอาชีพของเกษตรกรบ้านเรามานานแสนนาน หม่อนเป็นพืชอายุยืนราว 80 ถึง 100 ปี เจริญเติบโตได้ดีในภูมิประเทศเขตร้อน นอกจากประโยชน์ทางการเกษตรแล้ว หม่อนยังมีสรรพคุณทางยาพื้นบ้าน เช่น ใบอ่อนและกิ่งอ่อนของต้นหม่อนถูกนำมาใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้ตัวร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ยาอมแก้ไอแก้เจ็บ หรือนำมาต้มเอาน้ำมาล้างตา แก้อาการตาแดง ตาฟาง ส่วนใบแก่ นำมาตากแห้งทำยาสูบ แก้ริดสีดวงจมูก ใบสดต้มดื่มแทนน้ำชาช่วยต้านอนุมูลอิสระ รากหม่อนนำมาตากแห้งต้มผสมน้ำผึ้ง ช่วยขับพยาธิ รักษาโรคทางเดินหายใจ และโรคความดันโลหิตสูง นอกนี้หม่อนหรือมัลเบอร์รี่ ยังมีสารสำคัญที่มีสรรพคุณทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้แก่

  1. สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) เป็นสารสำคัญที่พบในผักและผลไม้ สีม่วง ชมพู และน้ำเงิน มีคุณสมบัติเป็นโภชนะเภสัช (nutraceutical) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง มีสาร Quercetin และสาร Kaempferol ช่วยให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง ลดอาการแพ้และการอักเสบต่าง ๆ ช่วยยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็งต่าง ๆ เช่น มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และยับยั้งไม่ให้เลือดจับตัวเป็นก้อน ชะลอความเสื่อมของดวงตา ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก และช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ในระบบทางเดินอาหารอีกด้วย
  2. สาร Deoxynojirimycin (DNJ) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแอลคาลอยด์ที่มีโครงสร้างคล้ายน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ช่วยลดการดูดซึมกลูโคส และลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
  3. สารอาหารกาบา (GABA) หรือ แกมมา อะมิโนบิวทีริก แอซิด (Gamma-Aminobutyric acid) เป็นกรดอะมิโนจำเป็นซึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท เพื่อรักษาความสมดุลของระบบสารสื่อประสาท ทำหน้าที่ช่วยให้สมองผ่อนคลาย ลดความเครียด ลดอาการกระวนกระวายใจ ช่วยลดความดันโลหิต สร้างสมดุลการพักผ่อน ช่วยให้นอนหลับสนิท และมีสารไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยไม่ให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็งหรือตีบได้
  4. วิตามินซี สูง ช่วยป้องกันโรคหวัด ภูมิแพ้ วัณโรค โรคปอด การอักเสบจากเชื้อไวรัส และช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี แต่แน่นอนว่าเมื่อมี Vit C สูงก็ควรทานต่อวันอย่างพอเหมาะ อาจเอามาทานเล่นระหว่างนั่งดูหนัง ราคาบอลไหล ดูบอลออนไลน์ เมื่อเผลอทานเยอะเกินไปอาจปัสสวะบ่อยหรือแสบท้องได้เช่นกัน
  5. วิตามินบี6 และโฟลิก สูง ช่วยในด้านการบำรุงเซลล์สมอง บำรุงเลือด บำรุงตับ และไต ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน ช่วยผ่อนคลายความเครียด และลดการเกิดสิว
  6. วิตามินเอ ช่วยในด้านการบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก ลดการอักเสบของสิว และยังช่วยบำรุงเหงือกและฟัน

ปัจจุบันผู้คนนิยมปลูกหม่อนไว้เพื่อรับประทานผล สายพันธุ์ที่นิยมได้แก่ เชียงใหม่ 60, บุรีรัมย์ 60 และกำแพงแสน 84 ซึ่งได้รับการพัฒนาจากสถาบันการเกษตรอย่างต่อเนื่อง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศของบ้านเรา สำหรับวิธีปลูกหม่อนในพื้นที่จำกัดไม่เกิน 4×4 เมตร ต้องเว้นระยะระหว่างต้นอย่างน้อย 1 – 2 เมตร รดน้ำให้ชุ่มวันละ 1 ครั้ง พอต้นหม่อนสูงได้ขนาด 1 เมตร เริ่มพรวนดินและใส่ปุ๋ยมูลสัตว์เป็นประจำทุกเดือน

ในช่วงฤดูออกผลราวเดือน พฤศจิกายน ถึงธันวาคม เริ่มตัดแต่งกิ่งเล็ก ๆ และโน้มกิ่งเข้าหากันโดยหาหลักยึดกิ่งและลำต้นไว้ ระหว่างนี้ 7 วันไม่ต้องรดน้ำ รอจนกิ่งใหม่แตกตาออกมาแล้วจึงรดน้ำให้ชุ่มทุกวัน จะช่วยให้ลูกหม่อนผลอวบใหญ่ขึ้น หากรดด้วยน้ำหมักชีวภาพสลับกันจะช่วยเพิ่มรสชาติให้หวานหอมมากขึ้น

เทคนิคในการเก็บลูกหม่อน แนะนำให้เก็บตอนเช้าหลังจากหมดน้ำค้าง เพื่อป้องกันการเน่าเสีย จากนั้นผึ่งลมให้แห้งก่อนเก็บใส่ภาชนะหรือกล่องพลาสติกที่เตรียมไว้ เรียงแผ่ให้เต็มพื้นที่ ระวังอย่าให้ทับซ้อนกันจนเกินไป เก็บแช่ตู้เย็นไว้รับประทานสดหรือจะแปรรูปเป็นแยม หรือทำเมนูเครื่องดื่มก็ยิ่งอร่อยและอุดมไปด้วยคุณประโยชน์

เรื่องจริง คนชอบสระผมแล้วรีบนอนต้องรู้

เรื่องจริง คนชอบสระผมแล้วรีบนอนต้องรู้

ปัจจุบันคนจำนวนมากนิยมสระผมก่อนนอนมากกว่าเวลาเช้า เพราะความเร่งรีบไปทำงาน ซึ่งมีการเก็บข้อมูลทางการแพทย์พบว่าจะสร้างปัญหาต่อระบบร่างกายหลายส่วนในระยะยาว เรามาดูกันว่า ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่คนชอบสระผมแล้วรีบเข้านอนควรรู้ มีอะไรบ้าง

  1. ทำให้ติดเชื้อราบนหนังศีรษะง่าย

การสระผมในช่วงเวลากลางคืน ถ้าไม่ใช้พัดลมหรือไดร์เป่าให้ผมแห้งสนิทก่อนนอน จะทำให้มีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะติดเชื้อราบนหนังศีรษะ เนื่องจากเชื้อรากับความชื้นเป็นของคู่กัน ความอับชื้นที่เกิดขึ้นบนหนังศีรษะบ่อยครั้ง จะทำให้เกิดอาการกลากเกลื้อนบนหนังศีรษะ อันเป็นต้นเหตุของรังแค คันและหนังศีรษะหลุดลอกเป็นเกล็ด นอกจากส่งผลต่อบุคลิกภาพแล้ว ยังทำให้ต้องใช้ยารับประทานและยาหมักฟอกผมสูตรฆ่าเชื้อราอีกนานหลายเดือนด้วย

  1. ทําให้รากผมอ่อนแอร่วงง่าย

การมีความชื้นอยู่ที่หนังศีรษะนานในช่วงเวลานอนหลายชั่วโมง จะส่งผลให้รากผมไม่แข็งแรง ผมร่วงง่าย การที่เส้นผมบางจะทำให้คุณดูแก่กว่าวัยด้วย หากตื่นนอนขึ้นมาแล้วคุณสังเกตว่ามีเส้นผมขาดหลุดร่วงอยู่บนปลอกหมอนและที่นอนจำนวนมากกว่าปกติ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น เปลี่ยนเวลาการสระผมและเช็ดผมให้แห้งสนิท หากไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางด้านเส้นผมและหนังศีรษะ

  1. ติดเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังง่าย

การที่เรานอนบนหมอนโดยที่ผมยังเปียกชื้น จะมีการสะสมของเชื้อโรคบนเครื่องนอนได้มากกว่าปกติ เพราะในแต่ละคืนจะมีเซลล์เก่าที่หลุดลอกจากหนังศีรษะ รากผม ผิวหนัง ขี้ไคล ฯลฯ ที่ไปรวมกันบนปลอกหมอน ผ้าห่มและที่นอน จึงเกิดการเติบโตของแบคทีเรียชนิดร้าย ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการแพ้คันผิวหนัง เป็นสิว เกิดตุ่มผดผื่น บริเวณใบหน้าและลำคอ ไหล่หลังได้ง่ายด้วย

  1. เป็นหวัดหรือปวดหัวง่าย

การไม่เช็ดผมให้แห้งสนิทก่อนนอน จะทำให้อุณหภูมิของร่างกายมีความแตกต่างกันในบริเวณหนังศีรษะและอุณหภูมิร่างกายส่วนที่เหลือ จึงทำให้ระบบของร่างกายต้องทำงานหนักในการปรับสมดุล มีการหดตัวของเส้นเลือดที่ศีรษะ ทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอในการต่อสู้กับเชื้อโรค จึงทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นหวัด และมีอาการปวดหัวโดยไม่ทราบสาเหตุได้บ่อย ๆ

จะเห็นได้ว่า มีหลายอย่างที่อาจตามมาได้ หากคุณชอบสระผมตอนกลางคืน แล้วไม่ได้เช็ดผมให้แห้งสนิท ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยละเลยการดูแลตัวเองในประเด็นนี้ไป เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของรายละเอียดในชีวิตประจำวัน เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้มากที่สุด

เรื่องควรทำก่อนนอน เพื่อการนอนหลับอย่างมีความสุข

เรื่องควรทำก่อนนอน เพื่อการนอนหลับอย่างมีความสุข

โดยปกติแล้วร่างกายของมนุษย์เราควรได้รับการพักผ่อนอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมง เป็นอย่างต่ำ เพื่อร่างกายที่มีความพร้อมสำหรับทำกิจกรรมในวันถัดไป ที่สำคัญ การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยทำให้การทำงานของระบบประสาทและสมองมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย

แต่เชื่อได้ว่าการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ กว่าจะหลับตานอนลงได้ในแต่ละคืนนั้น ต้องหาโน่นหานี่ทำก่อนนอนเป็นแน่ และก็มักจะทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าตาจะเปิดไม่ขึ้นจึงจะยอมนอนลงได้ เช่น การเล่นโทรศัพท์ การดูทีวี เป็นต้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะเป็นตัวบ่อนทำลายสุขภาพกายและหัวสมองให้เสื่อมลงในทุก ๆ วัน เช่นนั้นแล้วหากไม่อยากให้หัวสมองเสื่อมหรือร่างกายทรุดโทรมก่อนวัยอันควร ควรทำสิ่งเหล่านี้ก่อนนอน ได้แก่

1. ทำหัวสมองให้ว่างเปล่า

ตราบใดที่หัวสมองยังมีเรื่องให้ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาแล้วล่ะก็ ดวงตาไม่มีทางที่จะยอมปิดลงอย่างง่ายเป็นแน่ คนส่วนใหญ่มักจะเอาเรื่องงานมานอนคิดก่อนเข้านอน นอกจากจะทำให้คิดอะไรไม่ออกแล้วยังเสียเวลานอนไปโดยเปล่าประโยชน์ ควรตัดความคิดกังวลทุกอย่างออกจากสมอง เพื่อให้หัวสมองได้รับการพักผ่อนเสียบ้าง

2. ปิดไฟให้ดับสนิท

การมีแสงสว่างส่องมาที่ดวงตาในขณะที่ต้องหลับพักผ่อนนั้น ถือเป็นการรบกวนโสตประสาทหรือประสาทสัมผัสของร่างกายเป็นอย่างมาก และจะยิ่งทำให้การนอนหลับเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้น ควรปิดไฟให้ดับสนิทและควรเปิดหน้าต่างให้เกิดการถ่ายเท ห้องที่มืดและอากาศที่หายใจสะดวกจะช่วยทำให้การนอนหลับเป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้น

3. ห่างไกลจากโทรศัพท์มือถือ

คงจะเคยได้ยินถึงข้อห้ามไม่ให้นำเอาโทรศัพท์มือถือวางไว้ใกล้ตัวเวลานอนหลับ เพราะถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใช้งานแต่โทรศัพท์จะต้องมีการส่งคลื่นสัญญาณอยู่ตลอดเวลา และร่างกายก็จะดูดซับคลื่นสัญญาณนั้นจากโทรศัพท์มือถือ ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท จึงควรนำออกไปไว้ให้ห่างไกลที่สุดหรือไว้นอกห้องได้เลยยิ่งดี เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและไม่ดูดซับสารอันตรายเข้าไปในขณะที่นอนหลับ

4. นั่งสมาธิ

อาจจะดูเป็นกิจกรรมก่อนนอนที่เป็นเรื่องยากของใครหลายคน ทั้งที่มันสามารถทำได้แบบแสนง่าย การนั่งสมาธิก่อนนอนจะช่วยทำให้จิตใจสงบมากยิ่งขึ้น มีสติในการคิดพิจารณาไตร่ตรองอะไรได้ง่ายขึ้นและเมื่อจิตสงบแล้วก็จะทำให้การนอนหลับไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ปัญหาการนอนไม่หลับในเวลากลางคืน และการไม่อยากตื่นในตอนเช้าน่าจะยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคนที่ยังไม่สามารถหาทางแก้ไขได้ อาจจะด้วยเหตุปัจจัยอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ลองปรับเปลี่ยนวิธีการและแนวทางปฏิบัติดูบ้าง รับรองว่าจะทำให้การนอนหลับในเวลากลางคืนกลายเป็นเรื่องง่าย

3 สหายฝ่าวิกฤต สุดยอดเมนูสร้างสรรค์

3 สหายฝ่าวิกฤต สุดยอดเมนูสร้างสรรค์

พูดถึงของกินซึ่งแทบจะทุกบ้านต้องมีติดไว้ในตู้กับข้าวได้แก่ ไข่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และปลากระป๋อง เป็น 3 สหาย สู้ชีวิตที่มีอยู่คู่ครัวไทยมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของ COVID -19 ที่กำลังลุกลามไปทั่วทุกมุมโลก แม้แต่ในถุงยังชีพที่หลายหน่วยงานนำมาแจกจ่ายให้กับประชาชนผู้เดือดร้อน ตลอดจนตู้ปันสุขในชุมชนต่าง ๆ ก็ไม่เคยขาดแคลนเจ้าสามสหายที่ว่านี้ ส่วนจะนำไปปรุงเป็นเมนูอะไรนั้นก็สุดแท้แต่ความชอบ สำหรับเมนูยอดนิยมที่เรียกได้ว่ากินกันมาตั้งแต่เล็กจนกระทั่งโตคงหนีไม่พ้น เมนูสารพัดไข่ ทั้งไข่ดาว ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่ลวก ไข่เจียว ไข่เจี๋ยน ฯลฯ สร้างสรรค์กันไปตามความถนัด แต่สำหรับวันนี้เรามีสุดยอดเมนูสร้างสรรค์ จาก 3 สหาย ไข่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และปลากระป๋อง ที่ร่วมฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกันมาแนะนำ พร้อมด้วยเรื่องราวน่ารู้ของสารอาหารที่มีอยู่ในเมนูเหล่านี้ด้วย

  • เมนูที่ 1 ยำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปลากระป๋อง เป็นการเติมความกรุบกรอบลงในความแซ่บได้อย่างลงตัว
  • เมนูที่ 2 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไข่ตุ๋นปลากระป๋อง
  • เมนูที่ 3 ราดหน้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปลากระป๋อง
  • เมนูที่ 4 ข้าวไข่ข้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปลากระป๋อง

ซึ่งเป็นเมนูที่หลายคนค้นพบความอร่อยแบบลงตัวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ที่สำคัญในแต่ละเมนูสามารถดัดแปลงส่วนผสม เช่น ผัก สมุนไพรและเครื่องปรุงอื่น ๆ ได้ตามชอบใจ โดยเลือกซื้อในตลาดนัดชุมชนใกล้บ้าน หรือแม้แต่ในกระถางหรือเรือนเพาะชำภายที่ปลูกไว้ภายในบ้านก็สะดวกดี

ในสมัยโบราณอาหารไทยนั้น ขึ้นชื่อเรื่องการใช้เครื่องแกงและสมุนไพรพื้นบ้านในการชูรส จึงไม่แปลกใจที่คนไทยในอดีตจึงมีอายุยืนยาวโดยไม่ต้องพึ่งพายารักษาโรคให้หมดเปลืองเงิน อย่างเช่น เมนูแกงเลียง ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินจากผักสดที่นำมาประกอบอาหาร เช่น ฟักทอง ช่วยบำรุงสายตา บวบ บำรุงหัวใจ แก้ร้อนใน และมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ส่วนเห็ด มีสาร Vovatoxin ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของไวรัสสาเหตุของไข้หวัดใหญ่ และช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ใบแมงลัก ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ตำลึง แก้ไข้ บำรุงสายตา และรักษาโรคผิวหนัง พริกไทย ช่วยย่อยอาหาร ขับลม ขับเหงื่อ และบรรเทาความร้อนในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีสารอาหารสำคัญเช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก ไ เบอร์ และวิตามินต่าง ๆ อีกมากมาย สรรพคุณเหล่านี้ ช่วยบำรุงเลือดและกระตุ้นน้ำนมให้กับคุณแม่หลังคลอดได้เป็นอย่างดี ส่วนสารอาหาร ที่มีอยู่ใน 3 สหายฝ่าวิกฤตก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น

สหายแรก ไข่ อุดมไปด้วยโปรตีน สังกะสีวิตามิน A, D, E และ B12 อีกทั้งยังให้พลังงานน้อยและมีธาตุเหล็กช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง สามารถช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงให้เป็นไปอย่างปกติ สารแคโรทีนอยด์ที่สำคัญต่อสุขภาพดวงตาอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยป้องกันร่างกายจากสารอนุมูลอิสระ และลดความเสี่ยงการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำให้ดียิ่งขึ้น

สหายที่สอง บะหมี่สำเร็จรูป นอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรตและผลปรุงรสแล้ว ยังมีการเพิ่มสารอาหารจำพวก ไอโอดีน เหล็ก และวิตามินเอลงไป เพื่อเพิ่มคุณค่าสารอาหารแก่ผู้บริโภคมากขึ้น

ส่วนสหายที่ 3 ปลากระป๋อง ใช้วัตถุดิบสำคัญ คือปลาทะเล แม้ว่าจะมีคุณค่าทางอาหารสูง และมีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพกระดูกหลากหลายชนิด แต่หากรับประทานมากไปก็จะสร้างความเป็นกรดให้กับเลือดได้ ส่วนมะเขือเทศในปลากระป๋อง มีสารไลโคปีน ที่มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบในร่างกาย

ทั้งนี้ เมนูสหาย 1-2 ก็มีปริมาณเกลือโซเดียมสะสมอยู่ในปริมาณที่สูงพอสมควร จึงต้องกินแต่น้อย ๆ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคไต ต้องหลีกเลี่ยง

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะชื่นชอบเมนูไหน ๆ สิ่งสำคัญก่อนนำไปปรุงรับประทาน ควรคำนึงถึงสารอาหารข้อดีข้อเสียและข้อควรระวังต่าง ๆ และไม่รับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไป เพียงเท่านี้คุณก็จะได้รับประโยชน์ดี ๆ จากสุดยอดเมนูสร้างสรรค์ที่ว่านี้แล้ว

ดูแลผิวพรรณอย่างไร ให้สวยสดใสยาวนาน 2020

ดูแลผิวพรรณอย่างไร ให้สวยสดใสยาวนาน 2020

การดูแลผิวพรรณเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ นอกจากช่วยเสริมความมั่นใจในตัวเองให้มากขึ้นแล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จกับงานหน้ากล้อง เช่น เป็นยูทูบเบอร์ นักรีวิวสินค้าด้านความงาม ได้ไม่ยาก เรามาดูกันว่า เทคนิคในการดูแลผิวพรรณให้สวยและอ่อนเยาว์อยู่เสมอที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำไว้ มีอะไรบ้าง

1. รับประทานคอลลาเจนสกัดเป็นประจำ
คอลลาเจนถือว่าเป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่ปลอดภัยสูง โดยส่วนใหญ่ที่จำหน่ายในท้องตลาดมักทำจากเนื้อปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งได้ผ่านกระบวนการย่อยให้กลายเป็นกรดอะมิโนขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการถูกดูดซึมเข้าในร่างกาย ไปออกฤทธิ์ชดเชยคอลลาเจนใต้ผิวหนังที่มักมีการสูญเสียหรือหย่อนคล้อยไปตามอายุที่มากขึ้น ซึ่งมักจะเป็นกับคนที่อายุ 30 ปีขึ้นไป  ทั้งนี้ การรับประทานคอลลาเจนที่ต้องการหวังผลลัพธ์ที่ชัดเจน จะต้องรับประทานต่อเนื่องอย่างน้อย 2 เดือนขึ้นไปด้วย

2. บำรุงผิวหน้าด้วยครีมทาผิวที่ดี
ครีมที่มีจำหน่ายในท้องตลาดอยู่หลายชนิด ทั้งนี้ ผู้หญิงไทยกว่า 80% มักมีปัญหาผิวมันหรือผิวผสมร่วมกับริ้วรอยเมื่ออายุมากขึ้น จึงต้องเน้นเลือกสูตรที่มีฉลากเขียนว่า ลดริ้วรอย หรือ anti-wrinkle คู่กับการใช้ครีมสูตรบำรุงเฉพาะด้าน ที่มีสรรพคุณต่าง ๆ เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

เช่น สูตรช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง จะเป็นสูตรที่มีคำว่า ไฮโดร ที่หมายถึง การเติมน้ำให้กับผิว ส่วนคนที่มีปัญหาผิวมันง่าย ก็ต้องเลือกใช้สูตรคุมความมันหรือ oil control เมื่อใช้ต่อเนื่องจะช่วยปรับสมดุลผิวให้สวยงามดูดีที่สุดได้

3. ฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์
การฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ เป็นที่นิยมมากสำหรับการลดจุดบกพร่องบนใบหน้า และยังทำให้ดูอ่อนเยาว์กว่าวัย อย่างไรก็ตาม ก่อนการฉีดสารใด ๆ ต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและเลือกทำกับคลีนิคที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย และทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญเท่านั้น

4. รับประทานวิตามินบำรุงที่เหมาะสม
การรับประทานวิตามินหรืออาหารเสริมที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ของ อย. สามารถช่วยให้ผิวพรรณดูสดใสขึ้นได้อย่างมาก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน โคเอนไซม์คิวเทน ไลโคปีน วิตามินซี ฯลฯ ซึ่งจะออกฤทธิ์ร่วมกันกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวแลดูขาวใสยิ่งขึ้น ลดเลือนรอยด่างดำ เสริมสร้างชั้นผิวคอลลาเจนให้แข็งแรง ฯลฯ

5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ทำร้ายผิว
อาหารที่มีผลเสียต่อผิว คือ อาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง เนื่องจากจะกระตุ้นกระบวนการทางเคมีในร่างกาย ทำให้เกิดการผลิตสารอนุมูลอิสระ ที่ทำลายชั้นเซลล์ผิวและคอลลาเจนในร่างกายให้สูญเสียไปก่อนวัยอันควร จึงทำให้ร่างกายและผิวพรรณทรุดโทรมก่อนกว่าวัย

จะเห็นได้ว่า เทคนิคในการดูแลผิวพรรณให้สวยสดใสนั้น จะต้องใช้หลายองค์ประกอบร่วมกัน เราหวังว่าแนวทางที่กล่าวไป จะทำให้ทุกท่านนำไปปรับใช้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ผิวสวยได้ตามต้องการ

วิตามินบำรุงผิว

อยากปลูกต้นไม้ในบ้าน ควรเลือกแบบไหน

อยากปลูกต้นไม้ในบ้าน ควรเลือกแบบไหน

การปลูกต้นไม้ในบ้านนอกจากจะเป็นแนวการตกแต่งบ้านแบบเก๋ ๆ ที่หลายคนชื่นชอบแล้ว ยังได้ประโยชน์จากความสดชื่นสวยงาม ที่สำคัญต้นไม้หลายชนิดสามารถช่วยดูดซับสารพิษ และกรองอากาศให้สะอาดสดชื่นได้ด้วย แต่ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของแสงแดดที่ส่องเข้ามาภายในบ้าน ทำให้มีเพียงต้นไม้บางชนิดเท่านั้นที่เหมาะสมกับการปลูกภายในบ้าน มาดูกันว่ามีต้นไม้อะไรบ้าง

ต้นไม้ที่เหมาะสมกับการปลูกในบ้าน

1. ต้นวาสนา นอกจากชื่อที่เป็นมงคลแล้ว ต้นไม้ชนิดนี้มีลำต้นตรงและมีใบ แต่ไม่มีกิ่งก้าน รูปทรงสวย ไม่เกะกะเกินไปเหมาะกับการนำมาตั้งประดับไว้ตามจุดต่าง ๆ ของบ้าน ที่สำคัญยังเป็นต้นไม้ที่สามารถดูดสารพิษในกลุ่มฟอร์มาดีไฮด์ ได้เป็นอย่างดี

2. ต้นจั๋ง เป็นพืชที่เลี้ยงง่าย ทนแล้งได้ดีแต่ต้องการแสงแดดพอสมควร ด้วยรูปทรงที่สวย เพราะมีลำต้นตั้งตรงและมีใบแฉกได้รูปทำให้หลายคนนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับภายในบ้าน โดยเลือกบริเวณที่พอมีแสงอาทิตย์ส่องถึงพอสมควร

3.ต้นพลูด่าง เป็นไม้เลื้อยยอดนิยมสำหรับการเลี้ยงภายในบ้าน ต้นไม่ชนิดนี้จะมีรากงอกออกมาตามช่อ ใบมีเขียวสลับเหลืองดูสวยงาม และยังดูแลรักษาง่าย บางคนนำกิ่งพลูด่างปักไว้กับแจกันที่มีน้ำก็สามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องใช้วิธีปลูกในดิน ที่สำคัญ พลูด่างยังเป็นต้นไม้อีกประเภททีช่วยดูดซับสารพิษต่าง ๆ ในอากาศได้อีกด้วย

4. ต้นแก้วกาญจนา เป็นต้นไม้ที่เลี้ยงง่ายอีกชนิดหนึ่ง มีจุดเด่นที่ความสวยงามของลวดลายบนใบ ทนทานกับสภาพความแห้งแล้งและยังสามารถเติบโตได้ในที่ ๆ มีแสงสว่างไม่มาก ที่สำคัญคือต้นแก้วกาญจนาจะมีการคายความชื้นได้สูง ซึ่งจะช่วยให้ภายในบ้านมีความชุ่มชื้นมากขึ้น

5.ต้นเฟิร์นดาบออสเตรเลีย เป็นต้นไม้ที่มีความโดดเด่นที่รูปทรงของใบ ซึ่งเป็นแฉก สีเขียวสดและหนาทึบ ถือเป็นต้นไม้ที่มีประโยชน์ในแง่ของการช่วยดูดซับสารพิษในอากาศได้อย่างดี โดยเฉพาะสารในกลุ่มฟอร์มาดีไฮด์ และโทลูอิน

6 ต้นเยอบีร่า เป็นต้นไม้ดอกที่ให้สีสันสดใส และช่วยดูดซับสารพิษในอากาศได้

7. ต้นปาล์มสิบสองปันนา เป็นต้นไม้ในตระกูลปาล์ม รูปทรงสวยงาม สามารถเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีแสงน้อย และเป็นตัวช่วยดูดซับสารพิษได้ดี จึงทำให้เป็นที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับไว้ภายในบ้าน

8. ว่านหางจระเข้ สมุนไพรสารพัดประโยชน์ชนิดนี้ เป็นหนึ่งในต้นไม้ยอดนิยมที่ผู้คนนำมาปลูกไว้ภายในบ้าน เพราะเป็นต้นไม้อีกประเภทที่ช่วยดูดซับสารพิษในอาการได้เช่นกัน

การปลูกต้นไม้ภายในบ้าน นอกจากจะพิจารณาจากความเป็นมงคลของชื่อ ความสวยงามของรูปทรง และสีสันของดอกหรือใบแล้ว คนส่วนใหญ่ยังใช้เป็นเครื่องฟอกอากาศและดูดซับสารพิษ เพื่อให้อากาศภายในบ้านสะอาดและบริสุทธิ์มากขึ้นด้วย

ต้นไม้ที่เหมาะสมกับการปลูกในบ้าน